ข่าวดึก 7HD

รัฐบาล เตรียมใช้ทุกมาตราของกฎหมาย ดูแลการชุมนุม

แม้รัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับของรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งส่งสัญญาณว่ามีการแก้ไขอย่างแน่นอน ก็ไม่ได้ส่งผลให้การชุมนุมลดพื้นที่และจำนวนคนลง แต่กลับมีการชุมนุมเปลี่ยนพื้นที่ตลอดเวลา รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง จึงจะปรามผู้ชุมนุมที่กระทำผิดในทุกกฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง

ซึ่งเป็นแถลงการณ์ จากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันจะดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่กระทำผิดในทุกมาตราของกฎหมายที่บังคับใช้ทุกฉบับ เพื่อให้เกิดความสงบสุข เพราะเห็นว่าการชุมนุมมีแนวโน้มนำไปสู่ความขัดแย้ง

ดังนั้นเพื่อความสงบสุข รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง จะเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติกับผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนและเพิกเฉยต่อการเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศและสอดคล้องกับหลักสากล

ส่วนการร้องขอของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย ที่จะให้ผู้สื่อข่าวมีและใช้เสื้อเกราะ เพื่อความปลอดภัยในการทำข่าวการชุมนุม โฆษกกระทรวงกลาโหม มองว่ายังไม่จำเป็น เพราะในทุกพื้นที่การชุมนุมจะมีการคัดกรองและเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด “เสื้อเกราะ” ถือเป็นยุทธภัณฑ์ควบคุม ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 กำหนดให้ส่วนราชการที่มีภารกิจในการป้องกัน ปราบปรามและเสี่ยงภัยใช้ และไม่อนุญาตให้บุคลลทั่วไปมีไว้ในครอบครอง

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พร้อมบังคับใช้กฏหมายทุกบท ทุกมาตรา กับผู้ชุมนุมทุกกลุ่มที่กระทำความผิด โดยในเบื้องต้น ตำรวจเล็งเป้าจับตาไปที่แกนนำกลุ่มที่มีแนวโน้มใช้ความรุนแรง ยั่วยุ หรือยุยงให้ผู้ชุมนุมกระทำผิดกฏหมาย อาจถูกเพิกถอนการประกันตัว หรือห้ามเข้าพื้นที่ชุมนุม

พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงเรื่องที่นายกรัฐมนตรี ประกาศยกระดับบังคับใช้กฎหมายในทุกฐานความผิด เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฏหมาย ว่า ตำรวจในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ไม่กังวลในการบังคับใช้กฏหมายอย่างเข้มงวดในทุกมาตรา เพราะเป็นการทำไปตามหน้าที่ และยืนยันว่าตำรวจไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ใด

สำหรับแนวทางบังคับใช้กฏหมายที่สามารถดำเนินการได้ทันที ในเบื้องต้นจะเป็นเรื่องการอนุญาตจัดการชุมนุมสาธารณะ เพื่อไม่ให้กลายเป็นการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมาย โดยจะมุ่งเน้นไปที่แกนนำการชุมนุมที่มีคดีติดตัว ซึ่งจะมีการหารือกับศาลเรื่องของการกำหนดห้ามแกนนำเข้าพื้นที่ที่มีการชุมนุม, การเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว รวมไปถึงการขอเพิ่มโทษในกรณีไปกระทำความผิดซ้ำไม่หลาบจำ

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีจากการชุมนุมที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวานนี้ ก็เริ่มมีการสำรวจความเสียหายไปเบื้องต้นแล้ว พบกล้องวงจรปิด 13 ตัว ถูกพ่นสีสเปรย์ โดยคาดว่า เพื่อป้องกันการถูกบันทึกภาพดำเนินคดี

พันตำรวจเอกศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอกหญิงศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ พาคณะสื่อมวลชนไปดูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมที่บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ตำรวจสันติบาลเข้าแจ้งความเอาผิดแล้ว โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่รอบสำนักงาน ถูกพ่นสีสเปรย์เสียหาย 13 ตัว, จอ LCD, ป้ายหน้าสำนักงานฯ, กำแพง และโคมไฟ ที่ถูกพ่นสีหรือพังเสียหาย และมีตำรวจตระเวนชายแดน 3 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการถูกขว้างปาสิ่งของด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่ามีความเสียหายที่เกิดขึ้นในส่วนอื่น เช่น รถตำรวจของ สน.สุวินทวงศ์ ถูกพ่นสเปรย์และเจาะยางเสียหาย 1 คัน, รถสื่อมวลชนถูกเคลื่อนย้าน หรือถูกทุบทำลาย, เสาตอม่อ และป้ายโฆษณาของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมถึงกำแพงวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ก็ถูกพ่นสีสเปรย์ด้วย ทั้งหมดนี้เป็นความผิดต่อบุคคล ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับผู้เสียหายว่าจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีด้วยหรือไม่

ส่วนความคืบหน้ากรณีที่มีเจ้าหน้าที่ทหารนำตัว นายกษิดิศ ลีลามุกตานันท์ ที่ไปค้นหาปืนซึ่งซุกซ่อนอยู่บริเวณรั้วหน้าวัดใหม่ทองเสน ถนนทหาร หลังยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พันตำรวจเอกกฤช กัญชนะ ผู้กำกับการ สน.เตาปูน เปิดเผยว่า ผู้ต้องหายังคงยืนยันว่าเอาไปเพื่อใช้ป้องกันตัว ไม่ได้นำออกมาใช้ยิง ซึ่งก็ไม่ปักใจเชื่อคำให้การนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานนำปืนไปตรวจสอบว่า ผ่านการใช้งานในเร็วๆ นี้หรือไม่ นอกจากนี้ก็ไม่ได้ให้การซัดทอดว่ามีใครพกพาไปอีก หรือมีคนจ้างวานหรือไม่ ซึ่งหลังแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธปืนแล้ว ก็อนุญาตให้ประกันตัวไประหว่างการดำเนินคดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง