สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์

จับคนร้ายขโมยแท็บเล็ต ส่งเข้าเรือนจำพิเศษพัทยา

จากกรณี นางสาวมณฑา ชุมธรรม อายุ 30 ปี เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.นาจอมเทียน หลังจากที่เธอนำรถยนต์ไปล้างที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งริมถนนสุขุมวิท ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และลูกสาวอายุ 2 ขวบ ได้ลืมแท็บเล็ตไว้ที่ร้าน และมีชายคนหนึ่งหยิบแท็บเล็ตของลูกสาวไป และเดินไปขึ้นรถขับออกไปอย่างหน้าตาเฉย โดยภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพไว้ได้อย่างชัดเจน

ล่าสุดตำรวจ สภ.นาจอมเทียน พร้อมชุดสืบสวน ได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ คือ นายพัฒนะเกียรติ ใจดี อายุ 38 ปี  ได้ภายในซอยนาจอมเทียน 6 ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ พร้อมของกลางแท็บเล็ต จำนวน 1 เครื่อง พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาฐานลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือรับของโจร โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเห็นแท็บเล็ตวางอยู่คิดว่าไม่มีใครเห็น จึงอยากได้ไว้เป็นของตัวเอง จึงหยิบไป จากนั้นตำรวจได้นำแท็บเล็ตคืนให้เด็กหญิงอายุ 2 ขวบ

ต่อมาตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหามาสอบสวนเพิ่มเติมและพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนนำตัวส่งเรือนจำพิเศษพัทยา ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยไม่ได้มีการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด โดยผู้ต้องหามีสิทธิ์ประกันตัวได้แล้วแต่ศาลจะเป็นผู้พิจารณา

ที่จังหวัดขอนแก่น จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพคนร้ายเป็นชายสวมหมวกกันน็อกเต็มใบ สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด เดินเข้ามาภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งขณะที่ไม่มีใครอยู่หน้าร้าน ชายคนดังกล่าวย่องเข้ามาสำรวจขณะปลอดคนและจังหวะนั้นเหลือบไปเห็นกระเป๋าสะพายวางอยู่บนเคาน์เตอร์ จึงหยิบก่อนจะหลบหนีไป โดยผู้โพสต์ระบุว่าผู้ใดพบเห็นคนในภาพกรุณาติดต่อกลับด่วน มีรางวัลนำจับให้ 5,000 บาท เนื่องจากชายคนนี้ขโมยกระเป๋าสะพายที่ภายในมีเงินสด กุญแจรถจักรยานยนต์ และโทรศัพท์มือถืออีก 2 เครื่อง ผู้ใดพบเห็นขอให้ติดต่อกลับด่วน

หญิงอายุ 21 ปี ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นพนักงานในร้าน เล่าว่าเมื่อเวลา 07.00 น. ของวันที่ 19 พฤศจิกายน ตนและเพื่อนพนักงานอีก 3 คน กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์เพื่อเตรียมเปิดร้าน ด้วยความรีบเร่งและคิดว่ามีคนอยู่หลายคนจึงวางกระเป๋าสะพายไว้ที่บนเคาน์เตอร์เก็บเงิน จากนั้นก็เข้าไปเตรียมของในห้องครัวด้านหลังร้านโดยไม่คิดว่าจะมีคนร้ายเข้ามาขโมย กระทั่งถึงเวลาเปิดร้านกลับหากระเป๋าไม่เจอ จึงเปิดกล้องวงจรปิดดูก็พบว่ามีคนร้ายเข้ามาขโมย

เบื้องต้นได้นำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่นแล้ว พร้อมกับตั้งรางวัลนำจับเป็นเงิน 5,000 บาท เพราะถือว่าอุกอาจเข้ามาขโมยถึงในร้าน โดยหลังเกิดเหตุได้ติดตามจาก GPS ในโทรศัพท์มือถือ แต่คนร้ายปิดเครื่อง ส่วนกุญแจรถจักรยานยนต์ที่ถูกขโมยไปก็เกรงว่าคนร้ายจะย้อนกลับมาขโมยรถไปอีก ซึ่งคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นมืออาชีพตระเวนก่อเหตุแบบนี้หลายครั้ง จึงต้องการให้ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

ที่จังหวัดระยอง ตำรวจ สภ.ห้วยโป่ง รับแจ้งว่ามีคนร้ายเข้ามาขโมยพระเครื่องและทรัพย์สินหลายรายการ ซึ่งคนร้ายเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 30 ปี สวมหมวกกันน็อกครึ่งใบ ขี่รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขี่วนไปมาก่อนจะเข้ามาภายในห้องเช่า ซึ่งไม่ได้ล๊อกกุญแจเนื่องจากกุญแจเสีย ใช้เวลาก่อเหตุไม่ถึง 5 นาที

นายนัทกาล แสนกุล อายุ 24 ปี เจ้าของห้องเช่า ซึ่งเป็นพนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เล่าว่าตนเช่าบ้านอยู่ที่นี่ร่วม 2 ปีแล้ว ไม่เคยมีของหาย ปกติก็ไม่ค่อยได้อยู่ห้อง จะออกไปทำงานทุกวัน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา หลังเลิกงานกลับมาพบว่าประตูห้องได้ถูกเปิดออก เมื่อตรวจสอบทรัพย์สินก็พบว่ามีพระเครื่อง หายไปจำนวน  20 องค์ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และพระเครื่องของเพื่อนร่วมห้องอีก 9 องค์ รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท

ที่จังหวัดกาญจนบุรี ภาพจากกล้องวงจรปิดในร้านขายของชำแห่งหนึ่งบริเวณถนนสองแคว ตำบลบ้านเหนือ เขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี  บันทึกเหตุการณ์ขณะที่ชายคนหนึ่งสวมใส่หมวกกันน็อกและหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าร้านและเดินเข้ามาขอแลกเงินก่อนจะฉวยโอกาสจังหวะที่เจ้าของร้านเผลอเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือของเจ้าของร้านที่วางอยู่บนโต๊ะและขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

นางจิรา สุขเกษม เจ้าของร้านขายของชำ เล่าว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในช่วงเกิดเหตุตนอยู่เฝ้าร้านตามลำพังและกำลังยืนรีดผ้าอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะเก็บเงิน จากนั้นมีชายคนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์มาจอดและเดินเข้ามาภายในร้าน มาขอแลกเงินเหรียญสิบ ตนจึงปิดเตารีดและหันหลังไปดึงปลั๊กเตารีดเพื่อจะไปหยิบเงินในโต๊ะให้กับชายคนดังกล่าวแต่ขณะหันหลังไปดึงปลั๊กเตารีดออก พอหันกลับมาชายคนดังกล่าวก็วิ่งไปสตาร์ทรถจักรยานยนต์ขี่ออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นก็ไม่ได้เอะใจ กระทั่งจะไปหยิบโทรศัพท์ เพื่อโทรหาลูกค้า แต่หาโทรศัพท์ไม่เจอ จึงไปเปิดกล้องวงจรปิดดูก็พบว่าโทรศัพท์ถูกชายคนดังกล่าวขโมยไป ซึ่งเธอเชื่อว่าชายคนดังกล่าวไม่ได้เจตนาที่จะเข้ามาแลกเงินจริง เพียงแต่ทำทีเข้ามาขอแลกเงินเพื่อจะหาโอกาสขโมยทรัพย์สินภายในร้านเท่านั้น