สนามข่าวเสาร์-อาทิตย์

เกาะติดความเคลื่อนไหวการชุมนุม

โดยกลุ่มมวลชนที่ใช้ชื่อกลุ่ม "นักเรียนเลว" ได้นัดชุมนุมกันที่แยกราชประสงค์ ในเวลา 13.00 – 21.00 น. เพื่อที่จะแสดงออกถึงข้อเรียกร้อง 3 ข้อหลัก คือ
1. หยุดคุกคามนักเรียน
2. ยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลัง
3. ปฏิรูปการศึกษา

รวมถึงข้อเรียกร้องเดียวกับความเหลื่อมล้ำของเด็กและสตรี โดยจะปักหลักชุมนุมกันบนพื้นที่ถนนราชดำริ ฝั่งเกษรพลาซ่า ถึงแยกประตูน้ำ ซึ่งก่อนหน้านั้นผู้ชุมนุมได้ขออนุญาตชุมนุมสาธารณะมายัง สน.ลุมพินี โดยรับทราบเงื่อนไขเรื่องการห้ามเคลื่อนย้ายมวลชน ห้ามใช้ข้อความที่ยุยงให้เกิดความแตกแยก โดยที่ตำรวจได้จัดกำลังจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และ 6 ไปดูแลความสงบเรียบร้อย พร้อมประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ

กระทั่งในช่วงบ่ายมีฝนตกลงมาอย่างหนัก กลุ่มผู้ชุมนุมจึงได้ย้ายมาปักหลักชุมนุมหน้าเซนเตอร์พอยต์ สยามสแควร์ ใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม เพื่อที่จะใช้สถานี BTS เป็นพื้นที่หลบฝน ซึ่งกิจกรรมที่ทำในช่วงแรกเป็นการเล่นดนตรี ทำกิจกรรมเข้าจังหวะ พร้อมกับชูป้ายข้อเรียกร้องต่างๆ และมีการเดินสอบถามคัดแยกอายุผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุม ติดสติกเกอร์สีต่างๆ เพื่อช่วยดูแลความปลอดภัย จากนั้นก็เริ่มมีการตั้งเวทีปราศรัยบนถนน เพื่อให้ผู้ชุมนุมเข้าไปรับฟังเนื้อหา ส่วนห้างสรรพสินค้าในละแวกนั้น ก็ได้นำแผงเหล็กไปปิดกั้นประตูทางเข้า-ออก เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ โดยมีตำรวจอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่สัญจร

การชุมนุมดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงเวลา 21.45 น. ก็มีการประกาศยุติการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งก่อนจะแยกย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมก็แจ้งข่าวให้ช่วยกันรักษาความสะอาด จากนั้นเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร และตำรวจ ก็ได้เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อตรวจตราความเรียบร้อยป้องกันกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์และทำความสะอาดพื้นที่ซ้ำอีกครั้ง

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่บริเวณรัฐสภาเมื่อวันที่ 17 และที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พลตำรวจตรีปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็ได้แถลงชี้แจงว่า พนักงานสอบสวนแต่ละพื้นที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เพื่อดำเนินการออกหมายเรียกหรือหมายจับผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิดทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ก็พิสูจน์ทราบตัวบุคคลไปส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนเรื่องที่มีการแชร์ข้อมูลว่าจะมีการดำเนินคดีกับแกนนำ 9 คน ในความผิดตามมาตรา 112 นั้น เรื่องนี้ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี หากพบว่าเข้าข่ายกระทำความผิดก็ต้องดำเนินคดีเช่นกัน

ส่วนเรื่องที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการควบคุมฝูงชนในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ยืนยันว่าทั้งวิธีการ, ขั้นตอนการดำเนินการ รวมถึงอุปกรณ์ที่นำมาใช้เป็นไปตามมาตรฐานสากล การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจก็ยึดหลักรัฐศาสตร์และหลักการเจรจามาโดยตลอด สามารถอ้างอิงหรือนำไปเปรียบเทียบกับการควบคุมการชุมนุมในต่างประเทศได้  

ส่วนเรื่องที่กลุ่มผู้ชุมนุมนัดหมายรวมตัวกันในวันที่ 25 พฤศจิกายนนั้น ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อกำหนดแผนรับมือสถานการณ์อีกครั้ง และคาดหวังว่าการจัดชุมนุมสาธารณะต่อไปในอนาคตจะมีความเป็นมาตรฐานสากลเทียบเคียงกับการชุมนุมในต่างประเทศได้มากขึ้น ทั้งการจัดชุมนุมในสถานที่ที่ชัดเจน เป็นพื้นที่ปิด ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน มีการตั้งจุดคัดกรองและจุดตรวจสอบตัวบุคคล ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดกำลังไปดูแลผู้ชุมนุมให้เกิดความเรียบร้อยได้ดีขึ้น