ห้องข่าวภาคเที่ยง

รายงานพิเศษ : ดีเอสไอ ทยอยคืนรถหรูให้เจ้าของรถแล้ว

ดีเอสไอ คืนรถหรูคันแรกให้ผู้ครอบครองแล้ว หลังอัยการมีความเห็นสั่งไม่ริบรถไว้เป็นของกลาง และมีความเห็นสั่งฟ้อง 3 สำนวน เพื่อเอาผิดผู้นำเข้า ไปติดตามกับคุณไพศาล รัตนบรรเทิง

หลังยืดเยื้อมากว่า 3 ปี กับคดีมหากาพย์รถหรู แต่ขณะนี้เริ่มมีข่าวดีสำหรับผู้ครอบครองรถหรูบ้างแล้ว เมื่ออัยการมีความเห็นให้ทยอยยื่นฟ้องผู้นำเข้ารถหรู อีกทั้ง ดีเอสไอ ก็เริ่มทยอยปลอดล็อกคืนรถหรูให้กับผู้ครอบครองรถแล้ว 1 คัน โดยเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจาก ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอไอ โดยระบุว่า คดีนี้ ดีเอสไอ ได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนให้กับอัยการแล้วทั้งหมด 127 คดี เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 68 คดี

ส่วนสำนวนที่ส่งให้อัยการไปแล้วก่อนหน้านี้ ล่าสุด อัยการได้ส่งความเห็นกลับมาให้สั่งฟ้อง 3 สำนวน โดยฟ้องผู้ต้องหา 7 คน ไม่ฟ้อง 1 คน เป็นเจ้าของบริษัทนำเข้ารถหรู โดยอัยการให้เหตุผลว่า ผู้นำเข้าดังกล่าวไม่มีชื่อเป็นกรรมการอยู่ในบริษัท แต่ ดีเอสไอ เห็นแย้งและมองว่า ผู้นำเข้ารายนี้เป็นเจ้าของบริษัทตัวจริง ดังนั้นจึงส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาตัดสินชี้ขาดอีกครั้ง

ส่วนรถหรูของกลางจำนวน 3 คัน ที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ริบนั้น ดีเอสไอ เห็นพ้อง และขณะนี้ได้มีการปลดล็อกส่งคืนให้เจ้าของไปแล้ว 1 คัน ส่วนอีก 2 คัน อยู่ระหว่างการดำเนินการที่จะส่งคืน

ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ยังระบุอีกว่า คดีนี้หากศาลตัดสินสั่งดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมด จะสามารถเรียกเงินคืนภาษีส่วนต่างที่หายไป มาเข้ารัฐได้เกือบ 10,000 ล้านบาท

ข้อมูลจากด้านอัยการ ระบุว่า ดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนคดีรถหรูยี่ห้อลัมบอร์กินีมาให้อัยการทั้งหมด 78 สำนวน คดีรถหรูยี่ห้อมาเซราติ กว่า 40 สำนวน โดยทุกสำนวน ดีเอสไอ มีความเห็นให้ยึดและอายัดให้ตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อนำมาขายทอดตลาดนำเงินภาษีส่วนต่างที่หายไปคืนรัฐ เบื้องต้น อัยการได้พิจารณาสั่งฟ้องคดีไปแล้ว 3 สำนวน แต่มีความเห็นสั่งไม่ขอริบรถยนต์ของกลางทั้ง 3 คัน เนื่องจากมองว่าผู้ครอบครองรถไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด

ส่วนคดีที่มีความล่าช้ามากเพราะมีพยานหลักฐานจำนวนมากที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ และตรวจสอบเพิ่มเติมทั้งเรื่องเส้นทางการนำเข้า การเสียภาษี ความเชื่อมโยงของการได้มาของรถหรู รวมถึงราคารถต้นทางจากต่างประเทศ ที่ยังอยู่ระหว่างการรอต้นทางส่งมาให้เทียบเคียง

หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดรถหรูจำนวนมากไปตรวจสอบ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในคดีนี้ คือ ผู้ที่ครอบครองรถถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อต่อมาเป็นรถมือสอง และสาม อย่างเช่น เจ้าของรถหรูรายนี้ ที่เปิดใจกับทีมข่าว 7HD ว่าถูก ดีเอสไอ อายัดรถไปตรวจสอบนานกว่า 3 ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่ซื้อมาถูกต้องทุกอย่าง และทุกวันนี้ก็ยังรอลุ้นผลการตัดสินคดีอย่างใจจดใจจ่อ พร้อมทั้งวิงวอนให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะอัยการและศาล เร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด และมีความยุติธรรม พร้อมทั้งกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ทราบข่าวว่าขณะนี้เริ่มมีการปลดล็อกรถหรูบ้างแล้ว

ด้าน โฆษกกรมศุลกากร ระบุว่า กรมศุลกากรเป็นหน่วยงานหลักในการฟ้องร้องทวงเงินภาษีส่วนต่างที่หายไปกลับคืนรัฐให้มากที่สุด โดยหลังจากที่ ดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนให้กับกรมศุลกากรแล้ว ก็ได้มีการส่งฟ้องเรียกภาษีส่วนต่างกับผู้นำเข้า โดย 2 คดีแรก ส่งฟ้องศาลภาษีอากรกลางแล้ว ส่วนอีก 3 คดี อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเตรียมส่งให้อัยการและศาล พร้อมระบุว่า คดีนี้พยานหลักฐานทั้งส่วนต่างของราคารถยนต์ในการนำเข้ามาแต่ละครั้งไม่เท่ากัน และก่อนหน้านี้เคยฟ้องต่ออัยการไป แต่สำนวนก็ถูกตีกลับให้สอบสวนเพิ่มเติม จึงต้องมีการทำสำนวนอย่างรอบคอบ 

ส่วนกรณีการส่งใบแจ้งไปให้ผู้นำเข้ารถยนต์หรูกว่า 1,000 ใบ ล่าสุด มีผู้เข้ายื่นอุทธรณ์แล้วกว่า 500 ใบ ขณะนี้อยู่ระหว่างคณะกรรมการพิจารณา แต่จะใช้ระยะเวลานานเท่าใดนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการนำเข้ารถยนต์รายใดยอมจ่ายเงินภาษีส่วนต่างกลับคืนให้รัฐเลย