สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : แฉตำรวจรับส่วยบ่อนปีละ 2 หมื่นล้านบาท

เรื่องการลักลอบเปิดบ่อนการพนัน โดยเฉพาะในจังหวัดระยอง ที่เป็นอีกหนึ่งคลัสเตอร์ของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ ยังเป็นปัญหาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องขบคิดในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แม้จนถึงขณะนี้ก็ยังพบบ่อนการพนันลักลอบเล่นกันอยู่ อย่างล่าสุดที่คอนโดแห่งหนึ่งกลางเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ขณะที่นักวิชาการ ระบุ พบการจ่ายส่วยเพื่อขอเปิดบ่อนพนันปีละกว่า 20,000 ล้านบาท ให้ตำรวจ

แม้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะออกมาประกาศเสียงแข็ง ห้ามในพื้นที่ใดลักลอบเปิดเล่นการพนันอย่างเด็ดขาด หลังพบเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต้นตอสำคัญจากบ่อนจังหวัดระยอง และจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก จนนำไปสู่การระบาดวงกว้างเกือบทั่วประเทศ แต่ล่าสุดที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมานี้เอง ตำรวจยังสามารถไปบุกจับบ่อนพนันที่ใช้คอนโดมิเนียมหรู เปิดบังหน้าเป็นห้องพัก เย้ย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พบนักพนันล้อมวงลักลอบเล่นไพ่โป๊กเกอร์กันอย่างสนุกสนาน ทั้งหมด 21 คน เป็นคนไทย 5 คน ชาวจีน 14 คน สิงคโปร์ 1 คน และชาวกัมพูชาอีก 1 คน พร้อมของกลางอุปกรณ์การเล่น และชิปเงินมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

บ่อนการพนันที่พบ เชื่อว่าลักลอบเปิดได้เพราะมีเจ้าหน้าที่รู้เห็น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องบ่อนการพนันมากว่า 30 ปี ระบุว่า มีการลักลอบเปิดบ่อนในทุกจังหวัด และสิ่งที่ทำให้บ่อนเหล่านี้อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน คือการจ่ายส่วยให้ตำรวจ ตั้งแต่นายตำรวจผู้ใหญ่ระดับนายพล ลงมาถึงชั้นประทวน เป็นเงินมหาศาลมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งบ่อนที่จ่ายส่วยให้ตำรวจมากที่สุด คือบ่อนในพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกตามลำดับ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเศรษฐกิจดี การเล่นพนันก็มากตามไปด้วย จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ยังคงมีการเสี่ยงลักลอบเปิด แลกกับเม็ดเงินที่ได้รับ

ส่วนการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ อาจารย์สังศิต ย้ำว่าไม่ใช่แค่การใช้กฎหมายในการลงโทษกับเจ้าของบ่อนพนันและนักพนัน แต่ทางออกคือการนำบ่อนเข้ามาอยู่ใต้กฎหมายให้ชัดเจนและเป็นระบบ

ด้านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะแม่ทัพสีกากี ออกมาย้ำ พร้อมรับข้อมูลจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปตรวจสอบหาตัวเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง หากประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ มีข้อมูลก็สามารถแจ้งแบาะแสมาได้ ถ้าพบตำรวจรายใดเรียกรับผลประโยชน์จริง ก็จะสั่งลงโทษทั้งวินัยและอาญา

แม้ขณะนี้บ่อนใหญ่ตามหัวเมืองต่าง ๆ จะปิดไปทั้งหมดแล้วก็ตาม เนื่องจากการกวดขันจับกุมอย่างจริงจัง แต่หลายคนเชื่อว่ายังมีบ่อนวิ่งขนาดเล็กอีกมากกำลังเกิดขึ้น ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องกวดขันจับกุมมากกว่าเดิม