7HDร้อนออนไลน์

ยกผลทดสอบวัคซีน HIV แจงประสิทธิภาพวัคซีนโควิด ย้ำสถานที่-กลุ่มเสี่ยง เป็นตัวแปรสำคัญ

วันนี้ ( 14 ม.ค.64 ) นพ.ยง ภู่วรวรรณ  หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงให้ความกระจ่างเกี่ยวกับข้อข้องใจถึงประสิทธิภาพวัคซีนซิโนแวค ซึ่งประเทศบราซิลประกาศตัวเลขผลการทดสอบในเฟสที่ 3 ว่ามีประสิทธิภาพ 50.4% ว่าวัคซีนโควิด-19 ผลการศึกษาประสิทธิภาพที่ต่างกัน เนื่องจากมีการศึกษาต่างสถานที่ ต่างกลุ่ม จึงทำให้ประสิทธิผลที่ออกมาไม่เท่ากัน

นพ.ยง ระบุด้วยว่าการประเมินประสิทธิภาพ จะประเมินอะไร ป้องกันการติดเชื้อหรือป้องกันการเกิดโรค (ติดเชื้อได้แต่ไม่เป็นโรค) เป็นโรคแต่ไม่รุนแรง เช่นไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ไม่เสียชีวิต ประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 จะประเมินตรงไหน ต้องชี้แจงให้ละเอียด ไม่ใช่บอกแต่ตัวเลข

การประเมินผลวัคซีนเดียวกัน แต่ทำในสถานที่และประชากรต่างกันขึ้นอยู่กับกลุ่มประชากรที่ศึกษา ทำให้ผลต่างกัน เช่น การศึกษาวัคซีน  HIV ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพป้องกันกันโรคได้ 30% ศึกษาที่แอฟริกาป้องกันได้  0% เพราะแอฟริกามีความเสี่ยงสูงกว่าไทย ในทำนองเดียวกัน การศึกษาวัคซีนท้องเสียโรตาในแอฟริกา ประเทศเมารีได้ประสิทธิภาพ 50% แต่ใช้วัคซีนเดียวกัน ทำในยุโรปได้ประสิทธิภาพสูง 83-90% เพราะแอฟริกาเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรค และการติดโรคได้สูงกว่าในยุโรป

นพ.ยง ระบุอีกว่าการศึกษาโควิดวัคซีน ถ้าทำในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ย่อมมีประสิทธิภาพป้องกันในการศึกษาต่ำกว่าการศึกษาในประชากรทั่วไป ที่มีความเสี่ยงต่ำ การศึกษาของวัคซีนของจีน ประสิทธิภาพที่จีนประกาศ 79% ตุรกีประกาศผลประชากรทั่วไปได้ 91% และอินโดนีเซียได้  65% บราซิลในบุคลากรทางการแพทย์ ประสิทธิภาพได้ 50.4%

ดังนั้นประสิทธิภาพของวัคซีนในแต่ละตัว การแปลผลจะต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงตัวเลข