ข่าวภาคค่ำ

รายงานพิเศษ : เปิดขบวนการขนแรงงานข้ามชายแดนไทย-มาเลเซีย

หลังพบผู้ป่วยโควิด-19 ในมาเลเซีย เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากสุดวันเดียว 4,800 คน จนมาเลเซียประกาศล็อกดาวน์ประเทศ ถึงวันที่ 1 สิงหาคม2564 ทำให้มีแรงงานเถื่อน ทะลักข้ามพรมแดนมาฝั่งไทยตามช่องทางธรรมชาติ และพบว่ามีขบวนการนายหน้านำพาแรงงานหลบหนี ติดตามจากรายงาน

แรงงาน ชายหญิง 13 คน ชาวเวียดนาม ถูกจับกุม ขณะซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังหนีโควิด-19 ที่ระบาดรอบใหม่อย่างรุนแรงในมาเลเซีย เป็นกลุ่มแรก

ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ ยังมีแรงงานชาวลาว, กัมพูชา, เวียดนาม ลักลอบข้ามชายแดน ผ่านช่องทางธรรมชาติ อำเภอสุไหงโกลก, ตากใบ, และแว้ง จังหวัดนราธิวาส ส่วนแรงงานเมียนมา เข้าทางอำเภอสะเดา และสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา

แหล่งข่าวคลุกคลีวงการนำพาแรงงานข้ามชาติ ด้านชายแดนปาดังเบซาร์ เผยข้อมูลว่า ขบวนการนี้เป็นขบวนการใหญ่ มีข้าราชการร่วมมือ มีนายหน้าในมาเลเซียคอยติดต่อนายหน้าของชาตินั้น ๆ

โดยคิดค่าหัวแรงงานคนละ 10,000 บาท นายหน้าจะหักหัวคิวไว้ 3,000 บาท วิธีการคือจะนำแรงงานเดินทางกลางคืน แล้วพักไว้ในพื้นที่ห่างจากชายแดน 3-4 กิโลเมตร แล้วใช้กองทัพมดรถจักรยานยนต์ ขนแรงงานส่งที่ตะเข็บชายแดน คิดหัวละ 30 ริงกิต หรือประมาณ 300 บาท แล้วเดินเท้าเข้าไปจุดข้ามแดน ก็จะมีคนเปิดรั้วลวดหนามให้ คิดหัวละ 200 บาท และหลังข้ามมาได้ แรงงานต้องรอคนมารับ นำพาออกนอกพื้นที่

สาเหตุหลักเพราะด่านพรมแดนทางบกทั้ง 5 แห่งปิด และจุดเสี่ยง เช่น ชายแดนทางทะเล จังหวัดสตูล ก็มีแรงงานลอบใช้เรือหางยาวหนีเข้ามา ลัดเลาะลำคลองเข้าเขตอำเภอเมืองสตูล และตลอดแนวชายแดน จังหวัดนราธิวาส เป็นป่าเขา มีแม่น้ำสุไหงโกลก กั้นกลาง บางจุดตื้นเขินและแคบ เดินข้ามฝั่งได้

ซึ่งทหาร กองกำลังเทพสตรี ตำรวจ และฝ่ายปกครอง กระจายกำลัง พร้อมจัดชุดซุ่มจุดเสี่ยง รวมทั้งใช้รั้วลวดหนาม ไฟส่องสว่าง และกล้องวงจรปิด เฝ้าระวังทุกจุด รวมทั้งใช้ภาคประชาชน เฝ้าระวัง ทำให้จับกุมแรงงานลักลอบเข้าเมืองได้ต่อเนื่อง

แม้เฝ้าระวังตลอดแนวชายแดน 24 ชั่วโมง ก็ยังมีลักลอบ บางส่วนถูกนายหน้าหลอกปล่อยลอยแพตามที่พัก เมื่อจับกุมได้และตรวจคัดกรอง พบบางคนติดโควิด-19 จึงกลายเป็นปัญหาที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ต้องรับมือป้องกันไม่ให้โควิด-19 ระบาดมากขึ้นในไทย