ห้องข่าวภาคเที่ยง

รายงานพิเศษ : ดีเอสไอ ทยอยคืนรถหรูที่ถูกอายัด

ดีเอสไอ ทยอยปล่อยคืนรถหรูให้ผู้ครอบครองรถอีก 4 คัน โดยหนึ่งในนั้นเป็นรถของดาราชื่อดัง โดม ปกรณ์ ลัม พร้อมยอมรับจากการตรวจสอบเอกสารราคารถกับประเทศผู้ผลิต พบรถต้องสงสัยเข้าข่ายเลี่ยงภาษีตอนนี้เพียง 300 คัน ไปติดตามกับคุณไพศาล รัตนบรรเทิง

เริ่มมีความคืบหน้าต่อเนื่องกับคดีรถหรู หลังคดีนี้ ดีเอสไอ เริ่มทยอยส่งคืนรถหรูให้กับเจ้าของรถเพิ่มอีก 4 คัน รวมทั้งหมด 5 คัน มีทั้งรถยนต์ยี่ห้อลัมบอร์กีนี เฟอร์รารี่ และ นิสสัน โดยหนึ่งในนั้นเป็นรถยนต์ลัมบอร์กีนีสีเขียวของดาราชื่อดัง โดม ปกรณ์ ลัม หลังเจ้าหน้าที่พิสูจน์ว่ามีการซื้อมาครอบครองโดยบริสุทธิ์ใจ ที่ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์มือสองและสาม และผู้ครอบครองรถเหล่านี้ก็จะไม่ถูกดำเนินคดีอาญา

ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่า จากการขอใบเสนอราคาจากบริษัทรถยนต์จากประเทศอิตาลีต้นทาง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคานำเข้า ล่าสุด ตอนนี้พบรถยนต์ต้องสงสัยที่เข้าข่ายเลี่ยงภาษี 300 คัน จากที่ยึดไว้ตรวจสอบครั้งแรกกว่า 1,000 คัน

ขณะที่การรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิด ดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนให้อัยการเพิ่มอีก 5 สำนวน จากก่อนหน้านี้ส่งไป 127 สำนวน รวมทั้งหมด 132 สำนวน และคาดว่าอีก 2 เดือน จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนให้อัยการเพิ่มอีก 30-40 สำนวน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบขบวนการนำเข้ารถหรูเลี่ยงภาษี ดีเอสไอ พบข้อมูลเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์โดยตรง ตั้งแต่ระดับพนักงานปฏิบัติการ ไปจนระดับผู้อำนวยการ ส่วนผู้บริหารระดับสูงยังไม่มีหลักฐานโยงไปถึง โดยล่าสุดได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 5 คน แบ่งเป็น 9 สำนวน โดย ป.ป.ช. ส่งสำนวนกลับมาให้ ดีเอสไอ เป็นผู้สอบสวนดำเนินคดี 8 สำนวน

ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังระบุอีกว่า แม้คดีนี้จะยังไม่สามารถเรียกเงินภาษีส่วนต่างกลับคืนรัฐที่เสียหายได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าจะทำให้ผู้นำเข้ารถหรูไม่กล้ากระทำความผิดอีก ลดความเสียหายให้รัฐเป็นเงินนับแสนล้านบาท

ส่วนทางด้านผู้ครอบครองรถหรู มองการสอบสวนคดีนี้ว่าเนิ่นนานเกินไป จนทำให้เกิดความเสียหายกับธุรกิจรถหรู และผู้ครอบครองรถ ตอนนี้แทบไม่อยากนำรถออกมาขับ เพราะไม่รู้ว่ารถคู่ใจจะถูกยึดหรือไม่ ทั้งนี้ต้องมารับภาระค่าดูแลปีละหลายแสนบาท นอกจากนี้ ยังมองว่าผู้ครอบครองรถอย่างตนเองต้องกลายเป็นเหยื่อของรัฐ จากความไม่ชัดเจน จนต้องสูญเงินราคาส่วนต่างไปเกือบสิบล้านบาทแล้ว

ด้านข้อมูลอัยการคดีพิเศษ ล่าสุด ยังมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 7 คน ไม่ฟ้อง 1 คน เป็นเจ้าของบริษัทนำเข้ารถหรู ส่วนที่ไม่ฟ้องเพราะให้เหตุผลว่า ไม่มีชื่อเป็นกรรมการอยู่ในบริษัท ซึ่งความเห็นนี้ได้ส่งเรื่องกลับไปให้ ดีเอสไอ และ ดีเอสไอ ก็มีความเห็นแย้ง ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด ส่วนความเห็นไม่อายัดรถของกลางทั้ง 5 คัน มองว่าผู้ครอบครองซื้อรถมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ส่วนการดำเนินการเรียกภาษีคืนรัฐหลัง ดีเอสไอ ส่งสำนวนให้กรมศุลกากรดำเนินคดีทางแพ่ง 5 สำนวน โดยกรมศุลกากรได้ส่งฟ้องผู้นำเข้ารถหรูต่อศาลภาษีอากรแล้ว 2 คดี ส่วนอีก 3 คดี อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการ ควบคู่กับส่งใบแจ้งไปให้ผู้นำเข้ารถยนต์หรูกว่า 1,000 ใบ ที่เข้าข่ายเลี่ยงภาษี ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ ดีเอสไอ มอบให้ขณะเริ่มดำเนินคดีรถหรู ล่าสุด มีผู้นำเข้ายื่นอุทธรณ์แล้วกว่า 500 ใบ ตอนนี้อยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการพิจารณา และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้นำเข้ารถยนต์รายใดจ่ายเงินภาษีส่วนต่างคืนให้รัฐเลย