7HD ร้อนออนไลน์

สามีห่วย ตามง้อภรรยาไม่สำเร็จ ตามทำร้ายเจ็บหนัก

22 ก.พ. 64 จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพตัวเอง ระบุว่า โดนนายชาญวิทย์ อายุ 25 ปี ตามมาทำร้ายร่างกายจนสะบักสะบอมหน้าตาฟกซ้ำ หลังเลิกงานไปกินข้าวกับเพื่อน และแวะไปรับลูกที่ฝากคนรู้จักไว้ บริเวณชุมชนต้นโด ริมทางรถไฟ ถนนราษฎร์อุทิศ ใกล้ร้านอาหารปาริชาติ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่

โดยหลังออกจาก โรงพยาบาล ได้โพสต์ข้อความว่า  “เคยเห็นแต่ในละคร ไม่เคยคิดว่าจะมาเกิดขึ้นกับตัวเอง กูเอาให้ถึงที่สุดกับสิ่งที่มึงทำกับกู กูยอมไม่อะไรแล้วนะ อุตส่าห์เลิกกับมึงดีๆ แต่มึงมาทำแบบนี้กับกู มึงเตรียมตัวไปกินข้าวในคุกได้เลย ยอมอดทนทำงานเลี้ยงลูกคนเดียว ยอมหนีมาจากมึงแล้ว แต่มึงยังตามจองเวรจองกรรมทำร้ายกูกับลูก มึงมันเลวเกินคน ผู้ชายที่ไหนเค้าทำผู้หญิงกันแบบนี้ ลูกผู้ชายจริงเค้าไม่ทำร้ายผู้หญิงหรอก ตอนทำกับกูไม่คิด พอกูเลิกมาตามง้อกู ง้อไม่สำเร็จมึงก็ใช้วิธีการแบบนี้ กูจะไม่เอาคนเลวๆ แบบมึงมาเป็นพ่อของลูกกู จะไม่มีวันอโหสิให้ กูเลี้ยงลูกคนเดียว เลี้ยงได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนแบบมึงมาเป็นพ่อ จะคบใครฝากชีวิตไว้กับใครก็ขอให้คบหาดูใจกันนานๆ บทเรียนชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ จะขออดทนแหละสู้ เลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุด"

จากนั้น ได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยนางสายรุ้ง อายุ 22 ปี ผู้เสียหาย เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมีการเลิกลากับนายชาญวิทย์  ตนมีอาชีพเป็นพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารแห่งหนึ่งที่หาดแหลมโพธิ์ ต.คูเต่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้รู้จักกับแม่ของนายชาญวิทย์ ซึ่งทำงานในที่เดียวกัน แม่นายชาญวิทย์ ได้ติดต่อแนะนำให้รู้จักกับลูกชาย คือนายชาญวิทย์ จนรักใคร่ชอบพอกัน และได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน มารู้ที่หลังว่านายชาญวิทย์ เคยมีภรรยาและลูก อยู่ได้ไม่นานนิสัยเริ่มเปลี่ยน งานไม่ทำ กินเหล้า

"หนักเข้าหันไปติดยาเสพติด และจะมีปากเสียงทะเลาะกันบ่อยครั้งจนถึงทำร้ายร่างกาย ถูกทุบตี จนหน้าตามฟกซ้ำมาตลอด จนตนเองได้ตั้งท้อง 3 เดือน เมื่อนายชาญวิทย์ ทราบ ก็จะหาวิธีทำร้ายร่างกาย ลากตนขึ้นไปบนบ้านชั้น 2 แล้วถีบให้ตกลงมาเพื่อให้ลูกที่อยู่ในท้องแท้ง บางครั้งถึงขั้นนำน้ำมันมาราดเพื่อต้องการเผาตัวเอง แต่ได้วิ่งหนีออกมาจากบ้านได้ทัน แต่เสื้อผ้า และของใช้ภายในบ้านได้รับความเสียหาย ทำแบบนี้มาตลอด จนคลอดลูกออกมา ปัจจุบัน อายุ 2 ปี 9 เดือน ทนอยู่ด้วยกันไม่ไหว เมื่อนายชาญวิทย์ ถึงขั้นทำร้ายลูก จึงบอกแม่นายชาญวิทย์ ขอเลิก และพาลูกหนีออกมาหาห้องเช่าเล็กๆ อยู่ด้วยกัน 2 คน"

นางสายรุ้ง กล่าวต่อว่า สองเดือนผ่านไป มาทราบข่าวจากเพื่อนๆ ว่า นายชาญวิทย์ ได้ติดตามตนมาตลอด หาจังหวะที่จะทำร้ายร่างกาย จนล่าสุดหลังเลิกงาน ขณะตนกำลังขี่รถจักรยานยนต์แวะไปทานข้าวกับเพื่อน ก่อนแยกย้ายกัน ตนได้ไปรับลูกชายที่ได้ฝากคนรู้จักเลี้ยงไว้ ได้มีนายชาญวิทย์ขับรถจักรยานยนต์มากับเพื่อนอีกคน ติดตามมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ เมื่อตนเห็น ด้วยความกลัวจึงจอดรถเพื่อจะวิ่งหนี แต่นายชาญวิทย์ได้ถีบรถจนตนล้มลงไปกับรถแล้วใช้หมวกกันน็อกฟาดลงที่ศีรษะหลายครั้งก่อนจะมีพลเมืองดี และคนที่อยู่บริเวณนั้นวิ่งเข้ามาช่วยเหลือตนและไล่ตีนายชาญวิทย์ จนวิ่งหนีขึ้นรถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ส่วนตนหลังโดนทำร้ายร่างกายพลเมืองดีได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลหาดใหญ่เพื่อรักษาตัว และเดินทางเข้าแจ้งความในเวลาต่อมา ซึ่งที่ผ่านมานั้นตนได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เห็นเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการแต่อย่างใด ตนจึงวอนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือตนด้วย เนื่องจากตนและลูกตอนนี้ต้องอยู่อย่างหวาดผวามาก กลัวนายชาญวิทย์จะตามมาทำร้ายตนและลูกอีก เมื่อเหตุเกิดเมื่อเวลา 23.45 ของวันที่ 20 ก.พ. 64  น.

นางสายรุ้ง กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ได้รู้จักกับนายชาญวิทย์จนกระทั้งตั้งท้อง กับนายชาญวิทย์ ช่วงระหว่างตนตั้งท้อง นายชาญวิทย์เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป มีนิสัยกร้าวร้าว โมโหง่ายและชอบตบตีทำร้ายร่างกายตนอยู่เป็นประจำ จนบางครั้งถูกนายชาญวิทย์ทำร้ายร่างกายจนทนไม่ไหวต้องวิ่งหนีออกมาจากบ้านขอความช่วยเหลือร้านขายของชำในหมู่บ้าน เมื่อนายชาญวิทย์ขี่รถจักรยานยนต์มาทัน ได้ใช้เชือกไนลอน หรือ เชือกจูงวัว มาคล้องคอเพื่อต้องการลากไปกับพื้นถนนในหมู่บ้าน แต่ตนสามารถเอาเชือกออกได้ทัน จากนั้นนายชาญวิทย์ได้หยิบมีดเล่มใหญ่ที่พกมาด้วย ทำท่าจะผ่าท้องเอาลูกในท้องออก ด้วยความกลัวตนจึงใช้แขนทั้ง 2 ข้าง กุมกอดท้องปกป้องลูกที่อยู่ในท้องเอาไว้ ก่อนจะมีเพื่อนวิ่งเข้ามาห้ามปราม จนนายชาญวิทย์มีอารมณ์เย็นลง

"หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ยังถูกนายชาญวิทย์ ทำร้ายร่างกายตนมาตลอด จนคลอดลูกชายออกมา ช่วงอายุ 1 ขวบกว่าๆ นายชาญวิทย์ได้ตบตี และเตะลูกตัวเองเกือบทุกวัน เนื่องจากลูกได้ร้องงอแงทำให้นายชาญวิทย์ ที่กำลังนอนพักผ่อนอยู่เกิดความไม่พอใจ รำคาญเสียงลูกร้อง ทำให้นายชาญวิทย์ ลุกขึ้นจากที่นอน ก่อนจะวิ่งมาที่ตนพร้อมลงมือทำร้ายร่างกายตนจนไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้ จากนั้นนายชาญวิทย์ได้วิ่งไปเตะและกระทืบลูกของตน ซึ่งตนได้แต่มองนายชาญวิทย์ ทำร้ายร่างกายลูก จนกระทั่งลูกของตนได้กรีดร้องเสียงดัง ทำให้วินาทีนั้นตนตัดสินใจวิ่งเข้าไปกอดลูกและร้องขออย่าทำร้ายลูก กลับถูกนายชาญวิทย์กระทืบหลังก่อนจะกลับไปนอนต่อ"

หลังลูกโดนแฟนทำร้ายร่างกายครั้งนั้น ได้เล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า ลูกมีอาการหวาดผวาทุกครั้งเวลาหลับ และกลัวเมื่อเห็นหน้านายชาญวิทย์ ตลอดเวลา และตนได้บอกกับแม่ของนายชาญวิทย์ ว่า ตนและลูกโดนทำร้ายร่างกาย แต่แม่ของนายชาญวิทย์ไม่เชื่อ แถมยังให้ท้ายนายชาญวิทย์อีกด้วย ตั้งแต่นั้นมาตนเก็บความรู้สึกไว้ โดยไม่บอกพ่อกับแม่เรื่องที่เกิดขึ้นให้รู้ นอกจากเพื่อนๆ ที่สนิทที่คอยปลอบใจ ทุกครั้งที่โทรไปปรึกษาขอความช่วยเหลือจากพ่อ กลับถูกพ่อด่าซ้ำเติมกลับมา เนื่องจากพ่อของตนไม่พอใจ ที่เคยห้ามไม่ให้ตนคบกับนายชาญวิทย์ และยังเคยแจ้งความกับนายชาญวิทย์ที่พาตนไป แต่ตอนนั้นด้วยความรักและกำลังตั้งท้องอยู่ ตนจำเป็นต้องเลือกที่จะอยู่กับนายชาญวิทย์ หลังจากนั้นตนจึงตัดสินใจออกมาจากบ้านนายชาญวิทย์ มาหาบ้านเช่าถูกๆ อยู่กับลูก 2 คน เนื่องจากตนสงสารลูก และทนพฤติกรรมของนายชาญวิทย์ไม่ไหว จึงหอบลูกหนีออกมาพร้อมกับโทรบอกแม่ของนายชาญวิทย์ เพื่อขอเลิกกับลูกชาย หลังผ่านไปเกือบ 2 เดือน ซึ่งตนได้เปลี่ยนที่ทำงานใหม่เป็นพนักงานเสิร์ฟ ตลอดเกือบ 2 เดือน ที่ผ่านมา ตนไม่เคยเจอนายชาญวิทย์ ซึ่งตนคิดว่านายชาญวิทย์คงไม่ตามหาตนและลูกแล้ว

ส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. หาดใหญ่ ได้บันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมตั้งข้อกล่าวหานายชาญวิทย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำร้ายร่างกายนางสาวสายรุ้ง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และชิงทรัพย์เป็นสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึงจนขาด และเอาโทรศัพท์มือถือไป 1 เครื่อง และจะได้ติดตามแฟนหนุ่มที่ก่อเหตุมารับข้อกล่าวหา พร้อมจะลงพื้นที่ หาหลักฐานเพิ่มเติมในที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป