สนามข่าว 7 สี

สรุปเหตุการณ์ชุมนุม หน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวานนี้ เกิดขึ้นหลายจุด และบานปลายกันจนถึงขั้นมีการปะทะกัน จนเจ้าหน้าที่ต้องยิงกระสุนยางเพื่อสลายการชุมนุม ต่อจากนั้นผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งไปเผารถที่บริเวณหน้า สน.ดินเแดง ด้วย

ช่วงบ่ายวานนี้ (28 ก.พ.) กลุ่มผู้ชุมนุมได้นัดหมายรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนจะเคลื่อนไปบ้านพัก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ได้นำแผงรั้วเหล็กมัดด้วยลวดสลิง ไปปิดถนนพหลโยธินซอย 2 ซึ่งเป็นทางเชื่อมสู่ถนนวิภาวดี-รังสิต หน้าโรงพยาบาลทหารผ่านศึก พร้อมนำรถฉีดน้ำแรงดันสูง 2 คัน รถสำรองน้ำ และรถติดเครื่องขยายเสียง จอดประจำการ พร้อมตำรวจชุดปราบจราจลควบคุมพื้นที่ประมาณ 1 กองร้อย

ทั้งนี้ พบว่าการชุมนุมในครั้งนี้พบมีชาวเมียนมาร่วมชุมนุมด้วย พลตำรวจตรี ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมาเตือนชาวเมียนมาว่า การชุมนุมที่มีการใช้อาวุธ และความรุนแรงผิดกฎหมาย หากตำรวจเข้าจับกุมก็ต้องถูกดำเนินคดีฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.ควบคุมโรค และ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง

กระทั่งเวลาประมาณ 17.50 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนมาถึงหน้ากรมทหารราบที่ 1 ในจุดนี้ผู้ชุมนุมได้เคลื่อนบ้านตู้คอนเทนเนอร์ที่ทางตำรวจนำมาปิดกั้นไว้ เนื่องจากเป็นเขตพระราชฐาน แต่เกิดพลาดทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ถูกสังกะสีบาด

ต่อมาเกิดการปะทะขึ้นระหว่างตำรวจควบคุมฝูงชนกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้าปั๊มน้ำมัน และมีผู้ชุมนุมถูกจับกุมอย่างน้อย 2 คน จากนั้นสถานการณ์เริ่มคุกรุ่น กระทั่ง พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาควบคุมสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมให้ตัวแทนของกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ามาเจรจา จนสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

จากนั้นไม่นานเกิดการปะทะขึ้นอีก ที่หน้าโรงพยาบาลทหารผ่านศึก โดยมีคำสั่งให้ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนเข้าจับกุมผู้ใช้อาวุธ ซึ่งขณะนั้นมีบุคคลไม่ทราบฝ่ายขว้างปาสิ่งของ และยิงหนังสติ๊กใส่ตำรวจ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดใส่ผู้ชุมนุมจนกระจายตัวกันออกไป และข้ามออกจากถนนคู่ขนานวิภาวดี-รังสิต เพื่อปิดการจราจรเพิ่มอีกชั้น พร้อมปิดล้อมแนวของตำรวจ และขว้างปาสิ่งของใส่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องขว้างก๊าซน้ำตา และยิงกระสุนยางใส่ จนผู้ชุมนุมแตกฮือ วิ่งหนีข้ามไปถนนวิภาวดีฝั่งขาเข้า บริเวณปั๊มน้ำมันเชลล์ ตรงข้ามโรงพยาบาลทหารผ่านศึก แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่กระชับพื้นที่ และจับกุมผู้ชุมนุมบางส่วน โดยระหว่างนั้นก็มีเสียงดังคล้ายประทัดอยู่หลายครั้ง

จนกระทั่งเวลาประมาณ 22.30 น. ผู้ชุมนุมที่ยังหลงเหลือไม่ยอมกลับบ้าน ก็ตัดสินใจย้ายไปรวมตัวที่หน้า สน.ดินแดง เพื่อกดดันให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม โดยผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นกลุ่มอาชีวะ ได้ขว้างปาขวดแก้ว ระเบิดควัน ระเบิดปิงปอง เข้าใส่แนวกั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนที่ตรึงกำลังอยู่บริเวณทางเข้า สน.ดินแดง นอกจากนี้ผู้ชุมนุมยังได้จุดไฟเผารถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของตำรวจที่จอดอยู่บริเวณหน้า สน. จนพังเสียหายทั้งคัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยิงกระสุนยางยิงไล่ผู้ชุมนุม นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากกลุ่มวัยรุ่นที่อาศัยอยู่ในแฟลตดินแดง ออกมาช่วยขับไล่ผู้ชุมนุมออกนอกพื้นที่ด้วย

ทำให้ผู้ชุมนุมต้องล่าถอยไปที่บริเวณสี่แยกประชาอุทิศตัดถนนมิตรไมตรี และพยายามขว้างปาสิ่งของ รวมถึงใช้หนังสติ๊กยิงลูกแก้วเข้าใส่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่พยายามประกาศให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้กระสุนยางเพื่อกระชับพื้นที่อีกครั้ง จนกระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. ผู้ชุมนุมยอมล่าถอย สถานการณ์จึงคลี่คลาย และมีการจับกุมตัวผู้ชุมนุมได้เพิ่มเติมอีกบางส่วน

ซึ่งในประเด็นการใช้กระสุนยางในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กระสุนยางกับกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎร ซึ่ง พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่าตำรวจทำตามขั้นตอนและมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กระสุนยางในบางช่วงที่มีการปะทะกันและผู้ชุมนุมไม่ยอมกลับ พร้อมย้ำว่ากระสุนยางที่ใช้เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง

สำหรับตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ยังไม่มีการสรุปตัวเลขชัดเจน แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยมีรายงานเบื้องต้นทางฝั่งผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บไม่น้อยกว่า 70 ราย, ส่วนฝั่งเจ้าหน้าที่ก็ได้รับบาดเจ็บจากการถูกของแข็งกระแทก และถูกลูกแก้วจากหนังสติ๊กอีกหลายราย โดยคาดว่าในวันนี้ทางตำรวจจะมีการสรุปตัวเลขผู้บาดเจ็บอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนรายงานข่าวเรื่องตำรวจเสียชีวิตระหว่างที่ทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนในการชุมนุมหน้ากรมทหารราบที่ 1 นั้น เบื้องต้นเสียชีวิตจากอาการหัวใจหยุดเต้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นโรคประจำตัว ไม่ใช่การเสียชีวิตจากเหตุปะทะ อย่างไรก็ตาม ทีมข่าว 7HD ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ด้วย