เช้านี้ที่หมอชิต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก อดีตพระพรหมดิลก 8 เดือน รอลงอาญา 1 ปี

เช้านี้ที่หมอชิต - ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นตั้น จำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท ในคดีที่อดีตพระพรหมดิลก ตกเป็นจำเลยฐานสนับสนุนคดีทุจริตเงินทอนวัด โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี

ช่วงเช้าวานนี้ (2 มี.ค.) นายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี หรือ พระพรหมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา เดินทางมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อฟังคำพิพากษา โดยมีคณะสงฆ์และฆราวาสผู้ติดตามจำนวนหนึ่งมาร่วมฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจ

โดยศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตพระพรหมดิลก พร้อมพวกอีก 4 คน คือ นายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีตผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา และ นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ ในฐานความผิดสนับสนุนให้มีการกระทำผิดในลักษณะการยักย้าย ถ่ายโอนเงิน ในคดีนำเงินโรงเรียนพระปริยติธรรมจำนวน 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินงบประมาณประจำปี 2557 ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือ คดีเงินทอนวัด

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ปีที่แล้ว พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ และจำเลยที่ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนอดีตพระพรหมดิลก จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานให้กระทำผิด จำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท

โดยศาลฯ พิเคราะห์แล้วว่า จำเลยที่ 5 เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ทะนุบํารุงการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 1 ปี  

ทั้งนี้ อดีตพระพรหมดิลก จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการสนับสนุนการกระทำผิด แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 5 เป็นพระชั้นผู้ใหญ่สามารถใช้อำนาจในการตรวจสอบงบประมาณต่าง ๆ ได้  ศาลฯจึงไม่เชื่อว่า จำเลยที่ 5 ไม่ทราบหรือไม่มีการตรวจสอบให้รอบคอบ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เบื้องต้นทีมทนายความปรึกษากันแล้วว่าจะยื่นเรื่องขอสู้คดีในชั้นศาลฎีกาต่อไป