เช้านี้ที่หมอชิต

เจ้าของร้านอาหารดังแจ้งความ ถูกสวมชื่อทำบัตรประชาชน รับสิทธิ เราชนะ

เช้านี้ที่หมอชิต - เจ้าของร้านอาหารชื้อดังจังหวัดสงขลาแจ้งความ พบว่ามีคนปลอมบัตรประชาชนเป็นชื่อของเธอ หวังรับสิทธิโครงการเราชนะ แต่พอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า มีเงินในบัญชีรวมกันเกิน 500,000 บาท ไม่ได้รับสิทธิ จึงทำทีขอถอนเงินแทน ตำรวจเรียกตัวผู้ก่อเหตุสอบและแจ้งข้อหาแล้ว

สำหรับผู้เสียหาย เจ้าของบัตรตัวจริงคือ เบญจวรรณ หอมสมบัติ เจ้าของร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดสงขลา 4 สาขา เข้าแจ้งความที่ สภ.เขาพนม จังหวัดกระบี่ หลังถูกสวมบัตรประชาชนจนบัตรใช้การไม่ได้ และยังถูกอายัดบัญชีเงินฝาก 2 เล่มด้วย เนื่องจากมีหญิงคนหนึ่งไปแจ้งทำบัตรประชาชน เพื่อนำไปลงทะเบียนโครงการเราชนะ แต่ทางธนาคารตรวจสอบพบมีเงินในบัญชีหลายล้านบาท ไม่เข้าเงื่อนไขที่โครงการกำหนด ทำให้หญิงคนดังกล่าวต้องการเบิกเงินแทน แต่ทางธนาคารพบพิรุธ จึงแจ้งเธอซึ่งเป็นเจ้าของบัตรประชาชนตัวจริงรับทราบ เธอจึงมาแจ้งความ

หลังรับเรื่อง ตำรวจได้เชิญตัวหญิงที่เป็นคนแจ้งทำบัตรประชาชนสวมชื่อของนางเบญจวรรณ มาสอบสวน โดยผู้ต้องหาอ้างว่า ไม่ได้ตั้งใจ หรือมีเจตนาปลอมแปลงบัตรประชาชน และเธอใช้ชื่อ เบญจวรรณ หอมสมบัติ มาตลอด แต่ไม่เคยมีบัตรประชาชน จนเมื่อปี 2532 ไปทำงานที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็ใช้ชื่อและนามสกุลนี้ กระทั่งย้ายมาอยู่ที่จังหวัดกระบี่ เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ก็ไปแจ้งที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอตง เพื่อทำบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ออกบัตรให้ และใช้รักษาตัวเรื่อยมา

กระทั่งมีโครงการเราชนะ และให้คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟนไปลงทะเบียนที่ธนาคาร เธอจึงเดินทางไปลงทะเบียน แต่ไม่มีบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปทำบัตรใหม่ เมื่อได้บัตรก็นำมาที่ธนาคาร แต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าไม่สามารถรับสิทธิโครงการเราชนะ ได้เพราะมีเงินในบัญชีเกิน 500,000 บาท เธออ้างว่าตอนนั้นบอกเจ้าหน้าที่ไปว่าให้ตรวจสอบให้ดี และไม่มีเจตนาที่จะถอนเงิน

ขณะที่ผู้กำกับการ สภ.เขาพนม เปิดเผยว่า หลังสอบปากคำอย่างละเอียด หญิงคนดังกล่าวได้กลับคำให้การ และยอมรับว่า เดิมนั้นมีชื่อว่า นางสาวเข็มเพ็ชร หอมสมบัติ แต่ไม่เคยมีบัตรประชาชน เพราะไปทำงานที่อำเภอหาดใหญ่ จากนั้นก็เดินทางไปประเทศมาเลเซีย ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่กระบี่เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา พอไปทำบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค แจ้งชื่อเข็มเพ็ชรไป เจ้าหน้าที่ไม่พบชื่ออยู่ในระบบ จึงแจ้งอีกชื่อหนึ่งไป ปรากฏว่ามีอยู่ในระบบ และไม่ได้ซ้ำกับใคร จึงใช้ชื่อนั้นเรื่อยมา

ตำรวจจึงแจ้ง 3 ข้อหา คือ แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประชาชนใหม่ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจจะทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และแจ้งให้เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารทางราชการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี เตรียมส่งศาลฝากขังในวันนี้ (4 มี.ค.)