สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : ชายแดนไทยเมียนมายังคุกรุ่น จ.แม่ฮ่องสอน

สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคุกรุ่น หลังรัฐบาลเมียนมา ตอบโต้กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง KNU ที่ลักลอบเข้าไปโจมตีฐานทัพ จนทำให้พลเมืองต้องหลบหนีภัยการสู้รบ ข้ามแม่น้ำสาละวิน มายังฝั่งไทยนับพันชีวิต ทีมสนามข่าวลงพื้นที่ไปเกาะติดสถานการณ์ที่ชายแดน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดตามได้จากรายงานของคุณ ชนกันต์ กลิ่นสะอาด

เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในฐาน "ชิกอท่า" และหมู่บ้าน ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง KNU ที่อาศัยอยู่ในเขตประเทศเมียนมา ฝั่งตรงข้ามอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยหลังจากฐานทัพเมียนมา ถูกทหารกะเหรี่ยง KNU ซุ่มโจมตี ปล้นอาวุธและสดมภ์ จับทหารเมียนมา เป็นตัวประกัน เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดฉากสู้รบทันที

ทำให้ขณะนี้ พลเมืองกะเหรี่ยง KNU ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ต้องทิ้งบ้านเกิด นั่งเรือหลบหนีภัยการสู้รบ ข้ามแม่น้ำสาละวินมายังฝั่งไทย มากกว่า 2,000 ชีวิต แต่ทหารจากกองกำลังนเรศวร ซึ่งดูแลพื้นที่ได้สกัดกั้นให้พลเมือง KNU ทั้งหมด ซึ่งอยู่ในจุดแรกรับ ไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ชั้นใน ตามมาตรการด้านความมั่นคง และมาตรการทางสาธารณสุข ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า วันนี้จะมีการประชุมทางไกล ร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือพลเมือง KNU ตามหลักสิทธิมนุษยชน

ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า แม้จุดเกิดเหตุจะอยู่ห่างจากหมู่บ้านมากถึง 30 กิโลเมตร แต่ช่วงที่ผ่านมา ได้ยินเสียงเครื่องบินและเสียงปืน จนตอนนี้รู้สึกหวาดกลัว เกรงว่าจะโดนลูกหลง เพราะขณะนี้ ฐานทัพเมียนมา ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม มีแม่น้ำเมยกั้น ได้ชักธงแดงขึ้นสู่ยอดเสา จึงไม่มั่นใจว่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์อะไรหรือไม่ และส่วนตัวต้องให้ทางการไทย ช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงด้วยกัน

ทั้งนี้ ทีมข่าวได้พยายามประสานเข้าไปยังพื้นที่แรกรับ บริเวณตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง เพื่อติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศให้เป็นเขตพื้นที่สีแดง ห้ามเข้าเพื่อความปลอดภัย ส่วนกระแสข่าวลือที่อ้างว่า ทหารฝั่งไทยพยายามผลักดันกลุ่มผู้หลบหนีภัยการสู้รบออกจากราชอาณาจักร ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ จึงขอให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังการแชร์ข่าวสาร หรือการวิพากษ์วิจารณ์ลงสื่อออนไลน์ เพื่อไม่ให้กระทบกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต