ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : ถอดบทเรียนสารพัดคดีค่าโง่

คอลัมน์หมายเลข 7 ปิดท้ายซีรีส์ ตามดูสารพัดโครงการรัฐ ทำไมเสียเปรียบซ้ำซาก ด้วยการถอดบทเรียนสารพัดค่าโง่ จะหยุดได้อย่างไร ติดตามจากคุณสมโภชน์ โตรักษา

มีมากกว่า 30 โครงการ ที่เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน เกี่ยวกับสัญญาสัมปทาน ทั้งที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง การพิจารณาในชั้นศาลและกำลังจะมีการรื้อคดีใหม่ วันนี้คอลัมน์หมายเลข 7 ชวนดูไส้ในของปัญหา ทำไมรัฐเสียเปรียบซ้ำซาก จะหยุดค่าโง่ได้อย่างไร ติดตามจากคุณสมจิตต์ นวเครือสุทร

ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ เป็นคัมภีร์เบื้องต้นในการตัดสินข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ได้เป็นผลดีกับรัฐ เพราะมักตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในรายงานการศึกษาเรื่องโฮปเวลล์ของกรรมาธิการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ยังเสนอให้แก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ให้มีความชัดเจนมากขึ้นทั้งขั้นตอนและวิธีปฏิบัติงาน รวมถึงอายุความในการรับพิจารณาข้อพิพาท

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ออกมติ ครม.วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 กำหนดว่าสัญญาทุกประเภทที่ทำระหว่างรัฐกับเอกชน ไม่ควรเขียนผูกมัดในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด หากจำเป็นให้เสนอ ครม.พิจารณาเป็นราย ๆ ไป จากนั้นในปี 2558 มีการแก้ไขมติ ครม.ดังกล่าว เปลี่ยนจากสัญญาทุกประเภท เป็นเฉพาะสัญญาตามกฎหมายร่วมทุนฯ และสัญญาสัมปทาน สะท้อนว่าภาครัฐเองก็เห็นปัญหาที่เกิดจากระบบอนุญาโตตุลาการ

การมีหรือไม่มีระบบอนุญาโตตุลาการ อาจไม่สำคัญเท่ากับความสุจริตของคนที่เกี่ยวข้อง เพราะที่ผ่านมาปัญหาเกิดจากการโกงแบบสามประสาน ระหว่างผู้ลงทุน เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมือง รวมหัวกันทำให้รัฐเสียเปรียบตั้งแต่ข้อกำหนดในสัญญา ไปจนถึงการบริหารโครงการ

ค่าโง่หยุดได้ตั้งแต่ต้นทาง คือรัฐต้องโปร่งใส เปิดเผยสัญญา ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ เพราะเงินทุกบาทที่ใช้ คือภาษีของประชาชน

มีคำกล่าวจากหนังสือ คม คำ คน คันฉ่องส่องจิต ข้อคิดส่องใจ ให้แง่คิดเกี่ยวกับปัญหาการโกงไว้ว่า "การทุจริตคอร์รัปชัน คือ การคิดสั้น ๆ ของคนไร้สติ เพียงหนึ่งคนที่สบาย แต่กลับทำลายคนทั้งชาติ