ห้องข่าวภาคเที่ยง

ตำรวจเรียกสอบพยานคดีพระฆ่าตัวตาย จ.หนองบัวลำภู

รายงานสดจาก สำนักสงฆ์ภูหินกอง จ.หนองบัวลำภู : ที่สำนักสงฆ์ภูหินกอง ในเมืองหนองบัวลำภู สถานที่ที่ญาติอ้างว่า เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์แห่งนี้ ใช้ปูนถ่วงมีด ตัดศีรษะฆ่าตัวตายผิดธรรมชาติ แม้วัตถุพยานตรงตามคำให้การ แต่ตำรวจต้องเรียกสอบปากคำพยานบุคคล ที่เห็นเหตุการณ์ เพราะตอนนี้มีเพียงการกล่าวอ้างเท่านั้น

ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ เดินทางมายังสำนักสงฆ์ภูหินกอง ในเมืองหนองบัวลำภู ส่วนใหญ่เดินทางมาหลังทราบข่าว การเสียชีวิตของ นายธรรมกร วงปรีชา อายุ 68 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้

ส่วนตำรวจ สภ.หนองบัวลำภูลงพื้นที่สอบปากคำ โดยญาติของผู้เสียชีวิต ให้ปากคำกับพร้อมระบุว่า ผู้เสียชีวิตบวชเป็นพระสงฆ์ จำวัดอยู่สำนักสงฆ์ภูหินกอง มาประมาณ 11 ปี กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตได้ลาสิกขา ก่อนจะฆ่าตัวตายช่วงเช้ามืดวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสงกรานต์ โดยใช้ มีดดาบ ผูกติดกับก้อนปูน ถ่วงน้ำหนักมีด หรือที่เรียกว่า กิโยตีน เป็นชื่ออุปกรณ์ ประหารชีวิตของฝรั่งเศสใช้รัดคอ

หลังเกิดเหตุทางญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากมองว่า เป็นความประสงค์ของผู้เสียชีวิตประกอบกับมีจดหมายเขียนที่อ้างว่า เขียนโดยผู้เสียชีวิต ลงวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา สรุปข้อความได้ว่าเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมาผู้เสียชีวิตให้คำมั่นว่าเมื่อครบกำหนด 5 ปี ในวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา จะสักการบูชา พระพุทธเจ้าโดยการตัดศีรษะของตนเอง เพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ในอนาคตเมื่อถึงกำหนด 5 ปี ผู้ตายจึงทำตามที่ตั้งใจไว้ ย้ำว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

ล่าสุดตำรวจ สภ.เมืองหนองบัวลำภู ให้น้ำหนักการเสียชีวิต ตามคำกล่าวอ้างของญาติ แต่ต้องรอตรวจรวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด เพราะต้องรอพยานแวดล้อม และพยานวัตถุในจุดเกิดเหตุ ยืนยันให้ชัดว่า ผู้เสียชีวิตฆ่าตัวตายจริงๆ ไม่ใช่ถูกฆาตกรรมอำพราง

เพราะตอนนี้สำนักพุทธ อยู่ระหว่างลงพื้นที่สอบสวน พร้อมยืนยันว่า สาเหตุการฆ่าตัวตายที่กล่าวอ้าง ไม่มีระบุในพระพุทธศาสนา พร้อมย้ำให้ลูกศิษย์ของผู้เสียชีวิต จงอยู่ในแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องของศาสนา

แม้ว่าตำรวจจะให้น้ำหนักการเสียชีวิตของเจ้าอาวาสไปที่การฆ่าตัวตาย แต่ในเมื่อยังไม่มีพยานยืนยันได้ ดังนั้นทางตำรวจยังไม่สามารถสรุปในสำนวนคดีได้ ยิ่งการฆ่าตัวตาย เป็นความเชื่อส่วนบุคคล อาจเกิดการเลียนแบบ ก็ยิ่งต้องสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด