เคลียร์ข่าวชัด 7HD

ศบค.ออกมาตรการเข้มคุมโควิด-19 ใน กทม.-ปริมณฑล

เคลียร์ข่าวชัด 7HD - เมื่อสักครู่ ศบค.ประกาศมาตรการคุมการแพร่ระบาดโควิดเพิ่มเติม โดยกำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 6 จังหวัด ไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว แต่ขอความร่วมมืองดเดินทาง ออกนอกพื้นที่คุมเข้มสูงสุด มีการขอให้ทุกองค์กร Work From Home ทำงานอยู่ที่บ้าน 100 เปอร์เซ็นต์ 14 วัน เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่มีข้อมูลชัดเจนว่า มาจากคนทำงานและร้านอาหาร

ก่อนที่ ศบค.ชุดใหญ่จะออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มเติมในช่วงบ่าย ในช่วงเช้า ศบค.ชุดเล็ก ได้พูดถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 พบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่เดือนเมษายนจนถึงวันนี้ ชัดเจนว่ากลุ่มก้อนใหญ่ที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด คือ พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ มีผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมียอดสะสมรวมกันเกินครึ่งของยอดผู้ติดเชื่อในรอบใหม่นี้ ดังนั้นรัฐบาล โดย ศบค.จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ชัดเจน ที่ต้องหยุดยั้งการแพร่ระบาดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้ได้ เพราะถ้ากลุ่มก้อนนี้ลดลง ก็เท่ากับแก้ไขปัญหาได้ทั้งประเทศ

หนึ่งในวิธีการหยุดยั้งการแพร่ระบาดในกรุงเทพและปริมณฑล คือ ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือ 60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้ผล ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะยังมีการเดินทาง มีการสังสรรค์

มีข้อมูลผู้ติดเชื้อจากร้านอาหารในช่วงเดือนเมษายนนี้ พบว่ามีถึง 294 คน ช่วงอายุเฉลี่ย 30 ปี เป็นผู้ป่วยมีอาการถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาการส่วนใหญ่ คือ ไอ เจ็บคอ มีไข้ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ สีเสมหะ ปวดศีรษะ และยังพบว่าส่วนใหญ่ติดเชื้อจากร้านอาหารประเภท ชาบู หมูกระทะ สุกี้ และกินอาหารร่วมกันในที่ทำงาน และที่บ้าน ที่สำคัญผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้ได้นำเชื้อกลับไปแพร่ระบาดให้กับคนในครอบครัว กลายเป็นคลัสเตอร์ใหญ่ลุกลามไปทั่ว

สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ในไทย วันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงจากเมื่อวาน คือ 1,871 คน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 63,570 คน

ถึงจำนวนผู้ป่วยรายใหม่จะน้อยกว่าเมื่อวาน แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะมีผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวอยู่ 27,988 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 786 คน ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 230 คน

และวันนี้มีผู้เสียชีวิตจากโควิดอีก 10 คน เป็นเพศชาย 8 คน หญิง 2 คน ช่วงอายุของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 45-91 ปี ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตวันนี้ มี 2 คนที่เสียชีวิตก่อนจะทราบผลว่าติดเชื้อโควิด และมี 1 คน ที่เสียชีวิตภายในวันที่ตรวจพบเชื้อ ซึ่งตั้งแต่เกิดการระบาดระลอกแรก มาจนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตจากโควิดรวม 188 คน

จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อโควิดเยอะสุด อันดับ 1 ยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร มีผู้ติดเชื้อ 689 คน ยอดผู้ป่วยสะสมเฉพาะในกรุงเทพฯ 11,588 คน รองลงมา คือ สมุทรปราการ วันนี้พบผู้ติดเชื้อใหม่ 151 คน และจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากเป็นอันดับ 3 คือ ชลบุรี 112 คน

สำหรับในกรุงเทพฯ ผู้ป่วยติดเชื้อโควิดกระจายอยู่ทุกเขต แต่เยอะสุดคือ เขตบางเขน 18 คน เขตภาษีเจริญ พญาไท และจอมทอง มีผู้ติดเชื้อเขตละ 11 คน ส่วนเขตจตุจักร บางขุนเทียน และลาดพร้าว มีผู้ติดเชื้อเขตละ 10 คน

และเมื่อสักครู่ ศบค.ชุดใหญ่ ได้มีการแถลงมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดเพิ่มเติม มีรายละเอียดหลัก ๆ คือ ไม่มีการประกาศล็อกดาวน์ หรือเคอร์ฟิว แต่ได้ยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยทั้ง 6 จังหวัดห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่ ถ้าไม่จำเป็น ย้ำไม่ได้เคอร์ฟิว ถ้ามีความจำเป็นก็สามารถแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ประจำด่านได้ และห้ามนั่งกินข้าวในร้านอาหาร ต้องซื้อกลับมากินที่บ้านเท่านั้น โดยให้ร้านอาหารเปิดบริการได้แค่ 21.00 น.

ส่วนห้างสรรพสินค้า ปิด 21.00 น. แต่ทุกวันนี้ก็ปิด 20.00 น.อยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไร ร้านสะดวกซื้อ ตลาดนัด ตลาดโต้รุ่ง ถนนคนเดิน เปิด 04.00 น. ปิด 23.00 น. สนามกีฬาในร่ม ยิม ฟิตเนส ต้องปิด ส่วนสนามกีฬากลางแจ้ง เช่น สนามกอล์ฟ เปิดได้ มีการแข่งขันกีฬาได้แต่ห้ามมีคนดู และห้ามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มมากกว่า 20 คน

ส่วนพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือพื้นที่สีแดง ตอนนี้มี 45 จังหวัด ข้อห้ามข้อปฏิบัติผ่อนคลายลงมาจาก พื้นที่สีแดงเข้ม โดยสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ และนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารได้ถึง 21.00 น. แต่ห้ามดื่มสุรา ส่วนอื่น ๆ ยังคงเหมือนเดิม

เช่นเดียวกับ พื้นที่ควบคุม หรือพื้นที่สีส้ม มี 26 จังหวัด ข้อกำหนดก็ผ่อนปรนลงมาอีก โดยให้นั่งกินข้าวในร้าน 23.00 น. รวมกลุ่มทำกิจกรรมได้ 50 คน เป็นต้น

นอกจากการยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ขึ้นมา 6 จังหวัดแล้ว ศบค.ยังได้ขอให้หน่วยงานราชการ และบริษัทเอกชนต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในมาตรการ Work From Home อย่างสูงสุด เป็นเวลา 14 วัน และให้ทุกหน่วยงานไปดูมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดระลอกใหม่นี้ด้วย โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง และให้เร่งนำเสนอมาตรการช่วยเหลือกลับมาให้ ศบค.พิจารณา

อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การสวมหน้ากากอนามัย ให้ทุกคนที่ออกนอกบ้านต้องสวมหน้ากากอนามัย และให้กระทรวงสาธารณสุข ไปกำหนดบทลงโทษใหม่ให้ชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังได้กลับมาใช้มาตรการกักตัว 14 วัน จากเดิมผ่อนปรนให้เหลือ 10 วัน โดยไม่อนุญาตให้ออกจากห้องพัก ยกเว้นจะทำการตรวจหาเชื้อ หรือรักษาพยาบาล

ซึ่งมาตรการทั้งหมดจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษาคมนี้ โดย ศบค. ขอให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความร่วมมือ เพื่อให้สามารถควบคุมการแพร่กระจายของโควิดได้