เคลียร์ข่าวชัด 7HD

ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ใน กทม.

พื้นที่กรุงเทพมหานคร ยังน่าห่วงพบทั้งผู้ติดเชื้อใหม่ ผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นวันนี้ทะลุ 300 คนแล้ว และเกิดคลัสเตอร์ใหม่ ๆ เพิ่มเติมอีก ทำให้ต้องมีการตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 กรุงเทพฯ ปริมณฑลขึ้นมาแล้ว เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดให้ได้เร็วที่สุด

ทุกวันนี้ตื่นเช้าขึ้นมา ทุกคนจะต้องลุ้นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ มีคนเสียชีวิตเท่าไหร่ ซึ่งวันนี้เป็นอีกวันที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพิ่มขึ้นอีก 1,763 คน มีผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้น 1,009 คน ทะลุ 1,000 คนแล้ว มีผู้ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจอีก 311 คน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากหลายวันก่อน 

อย่างที่รายงานไปทุกวัน มีคนป่วยก็ต้องมีคนหายป่วย วันนี้มีผู้หายป่วยเพิ่มขึ้นอีก 1,490 คน ทำให้ทุกโรงพยาบาลมีการหมุนเวียนเตียงผู้ป่วยได้บ้าง

ส่วนผู้เสียชีวิตวันนี้เพิ่มอีก 27 คน รวมเสียชีวิตสะสมเฉพาะระลอกใหม่นี้ 209 คน แต่ถ้ารวมตั้งแต่ระลอกแรกวันนี้ไทยเรามีผู้เสียชีวิตจากการติดโควิดเกิน 300 คน ยอดสะสม 303 คน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร 8 คน นนทบุรี 5 คน  และอีก 10 จังหวัด ๆ ละ 1 ถึง 2 คน

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ รับเชื้อจากคนในครอบครัว และได้ไปสัมผัสเสี่ยงกับผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ และยังมีบางส่วนไปรับเชื้อจากตลาด สถานบันเทิง

สถานการณ์แพร่ระบาดในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลที่ยังรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข หรือ EOC เตรียมจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการศูนยฯ์ จากนั้นจะแต่งตั้งให้ผู้อำนวยการเขต ทั้ง 50 เขต เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ย่อย ในแต่ละเขต โดยภารกิจที่แต่ละเขตต้องทำ คือ การค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกทุกพื้นที่รับผิดชอบ รวมถึงการจัดสรรวัคซีน เพื่อแจกจ่ายไปยังประชาชนกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้แผนดังกล่าวจะเป็นการทำงานเชิงรุกร่วมกันมากขึ้น เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด

อย่างที่บอกไปว่า พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล พบผู้ติดเชื้อมาก วันนี้มีรายงานเพิ่มเติมเข้ามาว่าที่รัฐสภา พบผู้ติดเชื้อโควิดอีกแล้ว ยอดรวมล่าสุดอยู่ที่ 11 คน ผู้ติดเชื้อจะมีทั้งข้าราชการ พนักงานรัฐสภา รวมถึงพนักงานทำความสะอาด แต่ถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ก็ยังเปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้เหมือนเดิม

และวันนี้ยังพบพนักงาน ขสมก. ติดโควิด-19 เพิ่มอีก 4 คน ยอดสะสมล่าสุด มีจำนวน 36 คน เสียชีวิต 2 คน

ที่ไปรษณีย์ไทย ก็เจอผู้ติดเชื้อ เป็นที่สาขาพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ คราวนี้เจอทีเดียว 17 คน ต้องปิดให้บริการในสาขาพระประแดง ไปจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคมนี้  ช่วงนี้ ใครจะส่งพัสดุต้องไปส่งที่ ไปรษณีย์ปากลัด, บางปะแก้ว และราษฎร์บูรณะ

ก็ต้องย้ำกันอีกครั้งว่าวิธีที่เราจะป้องกันไม่ให้ติดโควิดได้ นอกจากการดูแลตัวเอง สวมหน้ากากอนามัย ย้ำว่าต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา แม้จะอยู่ในบ้าน พยายามทำกันให้ได้ครับ ต้องล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่าง แม้จะสวมหน้ากากอนามัยแล้วก็ต้องเว้นระยะห่างไว้ก่อน อย่างน้อย 1 ถึง 2 เมตร

อีกวิธีป้องกันคือ การฉีดวัคซีน ซึ่งนายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาย้ำเตือนคนไทยอีกครั้งว่า โควิดรอบนี้รุนแรง ติดง่ายกระจายเร็ว อัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับผู้เสียชีวิตจะมีไม่น้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย ดังนั้นต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนให้มากที่สุด

ก่อนจะไปฉีดวัคซีน ต้องเตรียมตัวกันอย่างไร มีคนแชร์ข้อความกันเยอะมาก ขอให้ฟังคำแนะนำจากแหล่งที่เชื่อถือได้ อย่างนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์เฟซบุ๊กแนะนำไว้ว่า ก่อนไปจะไปฉีดวัคซีน 2 วัน ควรงดออกกำลังกายหนัก นอนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มาก งดชา กาแฟ หลังฉีดหากมีไข้หรือปวดเมื่อย กินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม และห้ามกินยาพวก Brufen,Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ก็กินยาตามปกติ

ปฎิบัติไม่ได้ครบตามที่หมอรุ่งเรืองแนะนำ แพทย์หญิงทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยาแนะนำให้นอนหลับให้เพียงพอ กินอาหารให้อิ่ม และดื่มน้ำให้มาก ๆ ทำจิตใจให้สบาย เพราะการฉีดวัคซีนไม่ได้อันตราย

ส่วนยอดจองฉีดวัคซีนโควิด-19 วันนี้มีประชาชนลงทะเบียนเพิ่ม ยอดลงทะเบียน อยู่ที่ 879,830 คน โดยมาจากการลงทะเบียนผ่าน Line Official Account 698,402 คน และผ่าน Application "หมอพร้อม" 181,428 คน

ส่วนใครที่คิดจะซื้อทัวร์ไปฉีดวัคซีนโควิดต่างประเทศ ซึ่งตอนนี้กระแสกำลังแรง วันนี้มีคำเตือนจากกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแล้ว โดยเตือนว่าให้ผู้ที่สนใจโปรแกรมทัวร์ฉีดวัคซีนที่ประเทศสหรัฐฯ ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ชัด เพราะหลายรัฐ เริ่มประกาศฉีดวัคซีนให้เฉพาะผู้ที่มีถิ่นพำนักในรัฐเท่านั้น และที่ผ่านมามีคนไทยถูกปฏิเสธให้เข้าสหรัฐฯ อยู่เป็นระยะ แม้จะมีวีซาก็ตาม จึงอาจเสี่ยงที่จะเสียเงินเปล่า โดยไม่ได้รับการฉีดวัคซีนด้วย แต่หากได้ฉีดแล้วมีอาการข้างเคียงแพ้รุนแรง แต่ผู้เดินทางไม่มีประกันสุขภาพที่ครอบคลุม ค่าใช้จ่ายที่ตามมาจะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว