สนามข่าว 7 สี

คอลัมน์หมายเลข 7 : จับตาล้างบางคดีทุจริต ยาปราบศัตรูพืช

ย้อนไปปี 2555 คอลัมน์หมายเลข 7 และ สตง.ในขณะนั้น ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน พบพิรุธการใช้งบฉุกเฉินหลายจังหวัดในภาคอีสาน ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ จัดซื้อยาปราบศัตรูพืช วงเงินกว่า 7,200 ล้านบาท จึงเข้าไปตรวจสอบพบการทุจริตบนความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. จะมีความคืบหน้าอย่างไร ติดตามจากคุณสมจิตต์ นวเครือสุนทร

แม้เงินแผ่นดินจะตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แต่เมื่อรั่วไหลไปแล้ว ดูเหมือนจะตามกลับมายากเต็มที เช่นเดียวกับกรณีนี้ รัฐบาลเสียหายหลายพันล้านบาท จากทั้งปัญหาซื้อราคาแพงเกินจริง แถมยังเป็นยาปราบศัตรูพืชปลอม คนรับกรรมคือเกษตรกร กลโกงเรื่องนี้เริ่มในปี 2553-2555 ใช้งบกว่า 7,200 ล้านบาท โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้การระบาดของศัตรูพืชแต่ละพื้นที่เป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อใช้งบฉุกเฉินครั้งละไม่เกิน 50 ล้านบาท จัดซื้อยาปราบศัตรูพืชแจกให้เกษตรกร เฉพาะแค่จังหวัดทางภาคอีสานใช้งบรวมกว่า 6,200 ล้านบาท

การตรวจสอบของคอลัมน์หมายเลข 7 ในครั้งนั้น การตรวจสอบครั้งนั้นพบข้อพิรุธหลายอย่าง เช่น ภัยพิบัติดังกล่าวเป็นโรคพืชที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล และยาปราบศัตรูพืชที่ซื้อจำนวนมากจากคู่สัญญา เช่น เบโนมีล (benomyl) ใช้ปราบโรคไหม้ใบข้าว ราคา 1,920 บาท แต่ร้านค้าในตลาดขายแค่ 350 บาท ซึ่งขณะนี้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือ ป.ป.ช. รอการลงดาบฟันคนโกง โดยมีการไต่สวนเสร็จแล้ว 19 เรื่อง มีผู้ถูกกล่าวหา 40-50 ราย จังหวัดที่พบทุจริตมากที่สุดในเรื่องนี้คือ อุบลราชธานี ใช้งบประมาณไปมากกว่า 1,200 ล้านบาท

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของคอลัมน์หมายเลขในปี 2555 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สตง.จังหวัดอุบลราชธานี พบข้อมูลว่าปีงบประมาณ 2554 จังหวัดอุบลราชธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้งบฉุกเฉินรวมกว่า 1,400 ล้านบาท จัดซื้อยาปราบศัตรูพืชแจกเกษตรกรพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัด และพบข้อมูลผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั้นประกาศให้ 24 อำเภอจากทั้งหมด 25 อำเภอ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน มีการระบาดของแมลงในต้นข้าวและต้นมันสำปะหลัง ตามที่แต่ละอำเภอรายงาน เพื่อจัดสรรงบฉุกเฉินรวม 605,990,000 บาท มอบให้นายอำเภอทั้ง 24 อำเภอ นำไปจัดซื้อยาปราบศัตรูพืชจากผู้ค้านอกจังหวัด แจกให้เกษตรกรที่เดือดร้อน

มีข้อมูลอีกหลายอย่างที่บ่งชี้ว่า การใช้จ่ายเงินแผ่นดินจัดซื้อยาปราบศัตรูพืชครั้งนั้นมีความไม่สุจริต ติดตามได้วันพรุ่งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้งบฉุกเฉินปี 2553-2555 กว่า 7,200 ล้านบาท ซื้อยาปราบศัตรูพืชแจกเกษตรกรมีราคาแพงและปลอม ใครรับผิดชอบการแก้ไขปัญหานี้ในปี 2555 ตามที่ข้อมูลประชาชนร้องเรียน สตง.โดยมี "คอลัมน์หมายเลข 7" ร่วมตรวจสอบ รวมทั้งคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นร่วมขยายผล นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การใช้งบฉุกเฉินของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อซื้อยาปราบศัตรูพืช ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายแจกเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ซื้อมีราคาแพง 5-10 เท่าเหมือนที่ผ่านมา

คณะกรรมาธิการยังมีข้อมูลว่า การซื้อสารเคมีช่วงเวลานั้น ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดไม่ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง ปีงบประมาณ 2553-2555 ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ใช้งบฉุกเฉินกว่า 7,200 ล้านบาท ซื้อสารเคมีแจกเกษตรกร โดยเกือบ 6,000 ล้านบาท อยู่ในภาคอีสานเฉพาะที่จังหวัดอุบลราชธานี ใช้งบฉุกเฉินกว่า 1,400 ล้านบาท มุกดาหาร 800 ล้านบาท, มหาสารคาม 700 ล้านบาท, ยโสธร 400 ล้านบาท และอำนาจเจริญ 400 ล้านบาท กระทรวงการคลัง ขณะนั้นจึงประกาศลดวงเงินงบฉุกเฉินของผู้ว่าราชการจังหวัด จากที่ใช้ได้ครั้งละไม่เกิน 50 ล้านบาท ลดเหลือ 20 ล้านบาท หากต้องซื้อสารเคมีให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ดำเนินการ

ขณะที่ สตง. สรุปผลตรวจสอบเรื่องนี้ที่จังหวัดบึงกาฬ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และมุกดาหาร ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช., ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ช่วยขยายผลเอาผิดตามกฎหมายต่อไป กรณีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ปปง.มีมติส่งอัยการให้ฟ้องศาล เพื่อมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน 327 รายการมูลค่ากว่า 420 ล้านบาท ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้งบฉุกเฉินปี 2553-2555 กว่า 7,200 ล้านบาท ซื้อยาปราบศัตรูพืชแจกเกษตรกรจำนวนมากแต่ราคาแพงและปลอม