เคลียร์ข่าวชัด 7HD

วัคซีนโควิด-19 สร้างภูมิคุ้มกัน ลดการเสียชีวิต

7 มิถุนายน จะเริ่มฉีดวัคซีนให้กับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กับ 7 กลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง 16 ล้านคน แต่ตอนนี้ยอดจองวัคซีนน้อยมาก เพราะไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีนจากข่าวลือต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นเช่นนั้นไหม และควรฉีดหรือไม่ วันนี้มาเคลีย์กันให้ชัด

ตัวเลขกลม ๆ คนที่ต้องฉีดตอนนี้ 16 ล้านคน แต่พบว่ายอดจองฉีดแค่ 1,551,342 คน แบ่งเป็นการของคิวผ่านแอปฯ "หมอพร้อม" 1,254,218 คน และจองคิวในพื้นที่ผ่านโรงพยาบาล, รพ.สต. และ อสม.จำนวน 297,124 เท่านั้น ซึ่งน้อยมาก ๆ ถ้าเทียบกับคนที่ต้องฉีด

ถามไปถามมาได้มา 2 สาเหตุหลักที่คนจองน้อย ให้เหตุผลว่า อยู่บ้านเฉย ๆ ไม่มีความเสี่ยง และอยากให้คนที่เสี่ยงใช้ชีวิตนอกบ้านฉีดก่อน กับอีกส่วนคือลูกหลานไม่มั่นใจวัคซีนที่จะฉีดให้พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย โดยเฉพาะข่าวลือที่ว่า ฉีดแล้วมีผลข้างเคียง อาจถึงแก่ชีวิต

ทำให้ นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ถึงกับออกมายกมือไหว้ขอร้องกันเลย ให้ฉีดวัคซีน เพื่อประโยชน์ของทุกคน เพราะการฉีดวัคซีน ก็คือการสร้างภูมิคุ้มกัน และยังบอกด้วยว่า ฉีดวัคซีน 1 ล้านคน มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง 4 คน ส่วนผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ จะเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น แต่หากติดโควิด-19 ใน 100 คน จะเสียชีวิต 2.2 คน ซึ่งต่างกันมาก

เช่นเดียวกับ นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ ซึ่งออกมายืนยันว่า วัคซีนไม่ว่าจะยี่ห้อไหน ก็สร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิดในร่างกายได้หมด และการฉีดให้คนทั้งประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ หากทุกคนมีภูมิคุ้มกัน ก็จะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ทั้งโรงเรียน ร้านอาหาร ธุรกิจทุกประเภท

ตัดสินใจจะฉีด ก็ต้องรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร เขาออกคู่มือวัคซีนสู้โควิด ภาคประชาชนออกมาแล้ว มีทั้งข้อแนะนำ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สามารถดาวน์โหลดมาอ่านกันได้ ไม่ต้องเรียนหมอก็เข้าใจ

หลัก ๆ ที่น่าสนใจ ก็คือ เขาบอกเลยว่า การติดเชื้อจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ รวมทั้งสายพันธุ์ของเชื้อที่รับเข้าไป แล้วร่างกายมีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้ารับเชื้อแรง สัมผัสใกล้ชิด ไม่มีภูมิคุ้มกัน อาการก็จะรุนแรง และอาจเสียชีวิตได้

แต่หากรับวัคซีนเข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกัน และจดจำลักษณะของเชื้อ หากติดเชื้อซ้ำ ภูมิคุ้มกันก็จะต่อสู้กับเชื้อที่เข้ามาใหม่ได้ ลดโอกาสการเจ็บป่วยรุนแรง หรือ เสียชีวิตได้

ดังนั้นก่อนเข้ารับวัคซีนต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้ามีไข้สูงให้เลื่อนไปก่อน แต่ถ้ามีไข้ต่ำ ๆ ไม่ต้องเลื่อน พอไปถึงพยาบาลจะวัดไข้ ความดัน ส่วนสูง น้ำหนัก ก่อนส่งไปฉีดวัคซีน ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที เสร็จแล้วออกมานั่งรอสังเกตอาการ 30 นาที ไม่มีอาการแพ้ แพทย์ก็จะออกใบนัดให้มารับวัคซีนเข็มที่ 2 ถ้าเป็นวัคซีนแอสตราเซนนิกา เข็มที่สองจะห่างไปอย่างน้อย 2 เดือน แต่ถ้าเป็นซิโนแวค ก็แค่ 2 สัปดาห์ ให้รับเข็มที่สองได้เลย

อาการแพ้ หรือ ไม่พึงประสงค์ ให้สังเกตตัวเอง 3 วัน หากมีไข้อ่อน ๆ ปวดหัว ปวดเมื่อย และบวมแดงรอบรอยเข็ม แพทย์บอกว่า นั่นเป็นเพราะร่างกายกำลังถูกกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาการนี้จะหายไปใน 2-3 วัน

ส่วนคนที่มีภาวะเครียด กังวล ก่อนรับวัคซีน ก็มักจะคิดว่าตัวเองจะเป็นนั่นเป็นนี่ อาจเจ็บป่วยได้ แต่หากมีการเสียชีวิตหลังรับวัคซีน ก็ต้องดูให้ดี ๆ จากวัคซีน หรือจากโรคประจำตัวที่เป็นก่อนหน้านี้ แนะนำไม่ควรตื่นตระหนกเหมารวม

ถ้ามีโรคประจำตัวควรจะฉีดหรือไม่ แนะนำให้ถามจากแพทย์ประจำที่รักษาอยู่ เพราะมีหลายโรคที่เป็นร่วมกันแล้วควรหลีกเลี่ยง ซึ่งแพทย์ประจำตัวจะประเมินอาการได้ดีกว่าหมอโซเซียลที่โพสต์กันจนผวา

ที่เน้นย้ำเรื่องสุดท้าย ก็คือ วัคซีนโควิด 19 เป็นฮาลาน ไม่มีส่วนผสมใดที่มีสัตว์เป็นองค์ประกอบ และไม่มีเจลาตินจากสุกร ซึ่งองค์กรศาสนาอิสลามสูงสุด ประเทศอินโดนีเซีย รับรองวัคซีนซิโนแวคแล้ว เช่นเดียวกับสมาคมแพทย์อิสลามแห่งสหราชอาณาจักร ที่รับรองแอสตราเซนนิกา นั่นหมายความว่านับถือศาสนาอิสลามฉีดได้ โดยไม่ต้องกังวล

สำคัญสุด ๆ คือ แม้จะฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ เพียงแต่อาการจะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่เพื่อความไม่ประมาท ฉีดแล้วก็ต้องใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง กินร้อน ช้อนตัวเองต่อไป จนกว่าทุกคนในประเทศจะได้รับวัคซีนสู้โควิดครบทุกคน