ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : ตามดู อคส.หลังเผชิญมรสุมทุจริตถุงมือยางเดินต่ออย่างไร

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ ตามดูการปรับปรุงภายในองค์กร อคส. หลังเผชิญมรสุมทุจริตครั้งมโหฬาร จากกรณีสัญญาลวงซื้อ-ขายถุงมือยางแสนล้าน จะยืนหยัดให้แข็งแกร่ง อุดช่องโหว่ ป้องทุจริตอย่างไร ติดตามจากคุณสมจิตต์ นวเครือสุนทร

ความซวนเซขององค์การคลังสินค้า หรือ อคส. เกิดขึ้น หลังมีการถอนเงินฝากประจำที่มีอยู่ 2,300 ล้านบาท ออกไป 2,000 ล้านบาท เพื่อวางมัดจำทำสัญญาซื้อถุงมือยางกับบริษัทการ์เดียนโกล์ฟ ในช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยก่อนเกิดเหตุทุจริตถุงมือยาง อคส. มีกำไรสะสมกว่า 600 ล้านบาท  ผู้บริหาร อคส. จึงต้องเร่งปรับปรุงองค์กรในการวางแผนสร้างรายได้ ไม่ให้ อคส. ล้ม

โดยแผนสร้างรายได้ที่ผู้อำนวยการคลังสินค้าวางไว้ มีทั้งปรับภาพลักษณ์องค์กร จากแหล่งทุจริต ให้เป็นองค์กรที่มีความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการหารายได้เพิ่ม ตามพันธกิจเร่งด่วน 4 ด้าน คือ ซ่อม สร้าง เพิ่ม และสะสาง ตั้งเป้าสร้างรายได้ 2,000 ล้านบาท ในปีนี้ จากที่ผ่านมามีรายได้ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท และขาดทุนปีละ 120-150 ล้านบาท โดยมีแผนปรับปรุง 2 คลังสินค้าสำคัญ ให้คลังธนบุรี เป็นแหล่งกระจายสินค้าเกษตร ส่วนคลังราษฎร์บูรณะ เป็นห้องเย็นขนาดใหญ่

ส่วนการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อป้องกันการทุจริต มีการกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจน ให้ผู้อำนวยการ อคส. มีอำนาจในการอนุมัติวงเงินไม่เกิน 25 ล้านบาท เนื่องจากเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกอดีตผู้บริหาร อคส. ที่ลงนามในสัญญาซื้อขายถุงมือยางเจ้าปัญหา อ้างว่าไม่ได้มีหลักเกณฑ์ห้ามไว้ จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจน

นอกจากการสะสางปัญหาทุจริตถุงมือยางแล้ว ยังมีคดีค้างเก่า จากนโยบายสารพัดจำนำ ไล่ตั้งแต่คดีรับจำนำมันสำปะหลังปีการผลิต 2551/52, ปี 2555/56 และ ปี 2556/57 ซึ่งในส่วนนี้อัยการส่งฟ้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด มีทั้งเจ้าของคลังเก็บมัน เจ้าหน้าที่ อคส. ที่เกี่ยวข้องมากถึง 161 คดี มูลค่าความเสียหาย 18,723 ล้านบาท มีคดีถึงที่สุดแล้ว 14 คดี ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้กับ อคส. 4,883 ล้านบาท ยังเหลืออีก 147 คดี

ส่วนคดีจำนำข้าวเปลือกนาปีและนาปรัง ตั้งแต่ปีการผลิต 2554-2557 อัยการส่งฟ้อง 1,143 คดี อยู่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้น 1,136 คดี ศาลอุทธรณ์ 4 คดี และมีการตั้งคณะทำงานติดตามคดีรับจำนำข้าวเป็นการเฉพาะด้วย ซึ่งปัญหาจากโครงการรับจำนำข้าวทำให้ อคส. เสียหายมากกว่า 4,000 ล้านบาท

จากทุจริตสารพัดโครงการรับจำนำสู่ปัญหาทุจริตถุงมือยาง รวมความเสียหายที่เกิดขึ้นนับหมื่นล้านบาท แต่ อคส. ยังไม่ได้เงินกลับมาแม้แต่สตางค์แดงเดียว เป็นบทเรียนที่ผู้บริหารองค์กรต้องตระหนัก อย่าให้การโกงกลับมาหลอกหลอนองค์กรอีกครั้ง