ข่าวในพระราชสำนัก

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ดังนี้

เวลา 07.04 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย ทรงบาตรพระภิกษุสงฆ์ เนื่องในโอกาสวันกำเนิดสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย (107 ปี วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย)

สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เดิมชื่อ "วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย" กำเนิดขึ้นโดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2457 เป็นสถาบันแห่งแรกที่เปิดสอนหลักสูตรวิชาการพยาบาลในประเทศไทย ได้ยกฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาตามพระราชบัญญัติสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย พ.ศ.2559 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านการพยาบาล มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ อยู่ภายใต้การดูแลอุปถัมภ์ของสภากาชาดไทย เพื่อจัดการศึกษา วิจัย ส่งเสริมและพัฒนาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงด้านการพยาบาล ตลอดจนศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมตามพันธกิจของสถาบันอุดมศึกษา ดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของสภากาชาดไทยเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

โอกาสนี้ ทรงเปิดอาคารสิรินธรานุสรณ์ 60 พรรษา ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสมหามงคล ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ วันที่ 2 เมษายน 2558 เป็นอาคารสูง 25 ชั้น ใช้เป็นอาคารเรียน อาคารปฏิบัติการและการวิจัยทั้งระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา และเป็นหอพักสำหรับนักศึกษา มีห้องเรียน 37 ห้อง ห้องประชุม 5 ห้อง ห้องฝึกปฏิบัติการพยาบาล ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องสมุด สนามกีฬาในร่ม และหอพัก 259 ห้อง ได้รับจัดสรรงบประมาณการก่อสร้างจากรัฐบาล และจากกองทุนสภากาชาดไทยเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ.2542 ได้รับพระราชทานนามอาคารว่า "อาคารสิรินธรานุสรณ์ 60 พรรษา" พร้อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ ประดับที่ป้ายอาคาร สำหรับนิทรรศการที่จัดแสดง เป็นเรื่องนวัตกรรมทางการพยาบาล และผลงานวิชาการในด้านต่าง ๆ

เวลา 09.30 น. เสด็จออก ณ ห้องประชุม วังสระปทุม ทรงติดตามการดำเนินโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตาเอ็ม ตำบลตาเกา อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์) โรงเรียนฯ แห่งนี้ อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 22 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เปิดสอนชั้นอนุบาล 3 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบัน มีนักเรียน 71 คน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปีการศึกษา 2564 เปิดเรียนเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ซึ่งโรงเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินความพร้อม และมีมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โอกาสนี้ มีพระราชปฏิสันถารกับนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ โดยทรงห่วงใยนักเรียนบางคนที่ต้องเรียนออนไลน์ แต่ขาดแคลนอุปกรณ์ หรือไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทางโรงเรียนและผู้นำชุมชนได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้แล้ว

การดำเนินงานพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามโครงการตามพระราชดำริฯ ประสบความสำเร็จทุกด้าน อาทิ ด้านการเรียนการสอน ผลการประเมิน O-NET ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 วิชาวิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ ส่วนวิชาคณิตศาสตร์มีคะแนนต่ำกว่าระดับประเทศ จึงแก้ไขด้วยการสอนที่หลากหลาย เน้นบูรณาการโดยใช้คอมพิวเตอร์สืบค้นข้อมูล รวมทั้งส่งครูไปอบรมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และเข้าร่วมติว O-NET กับกลุ่มเครือข่ายน้ำขุ่น ส่วนผลการประเมิน NT ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีปัญหาวิชาคณิตศาสตร์ จึงแก้ไขด้วยการสอนบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องรูปสี่เหลี่ยมแบบต่าง ๆ ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจมากขึ้น

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบปัญหาด้านอาชีพ และพืชผลราคาตกต่ำ จึงมีพระราชดำริให้ทางจังหวัดหาแนวทางช่วยเหลือ รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำปราชญ์ชาวบ้านมาสอนการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และสาวไหม ให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ซึ่งเป็นทายาทหม่อนไหม รุ่นที่ 5 โดยให้ชาวบ้านรับเส้นไหมจากโรงเรียนไปทอผ้า แล้วส่งให้โรงเรียนนำไปจำหน่าย รวมทั้งสอนการทำผลิตภัณฑ์จากรังไหม ส่วนกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สอนการเพาะเมล็ดยางนา เมื่อต้นยางนาโตเต็มที่สามารถนำไปสร้างบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์ และยังเอื้อประโยชน์ในการเจริญเติบโตของเห็ดต่าง ๆ ที่สามารถเก็บไปจำหน่ายได้ราคาดี ในปี 2563 ได้มอบต้นกล้ายางนาให้ชาวบ้านไป 80 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 5 ต้น รวม 400 ต้น เพื่อขยายพันธุ์

ส่วนโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มีการเลี้ยงปลาดุก ไก่ และหมู ได้ผลผลิตเพียงพอ พืชผักผลไม้ได้ผลผลิตน้อย ต้องปลูกถั่วลิสง, ถั่วเขียว และมะละกอเพิ่ม โดยมีศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนมุกดาหาร มาสอนการเพาะเห็ดนางฟ้า และเพาะถั่วงอกคอนโด เพื่อนำไปประกอบอาหารกลางวันเพื่อให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง

โอกาสนี้พระราชทานพระราชดำรัส ชื่นชมการดำเนินงาน และให้ร่วมมือกันทำประโยชน์เพื่อชุมชน

เวลา 13.33 น. เสด็จออก ณ ห้องประชุม วังสระปทุม ทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหนองบัวพัฒนา ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ออนไลน์) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2557 เปิดสอนชั้นอนุบาล ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบัน มีนักเรียน 61 คน โดยดำเนินโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริด้านต่าง ๆ สำหรับปีการศึกษา 2563 ผลการทดสอบวัดความรู้ความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ หรือ เอ็นที ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าระดับประเทศและจังหวัด จึงจัดสอนเสริมและฝึกทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์จากสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ ยังสอน "หลักสูตรสมเด็จย่า" เพื่อให้นักเรียนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีต่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และน้อมนำพระราชจริยวัตรไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ผ่านการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ด้านอาชีพ จัดการเรียนรู้วิชาเกษตร และกิจกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ช่างตัดผม และเพาะเห็ดนางฟ้า รวมทั้งนำผลผลิตในศูนย์ฯ มาแปรรูปเพื่อเป็นอาหารว่างแก่นักเรียน เมื่อเหลือจำหน่ายในร้านค้าสหกรณ์ อาทิ กล้วยฉาบ มันฉาบ และมะละกอแห้ง สำหรับถั่วเมล็ดแห้ง ผัก และผลไม้ มีไม่เพียงพอจึงจะดำเนินการปลูกผักต่าง ๆ กล้วย และมะละกอ เพิ่มในพื้นที่ว่างของศูนย์ฯ นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับครอบครัวของนักเรียน เลี้ยงไก่ไข่ และปลา จำนวน 10 ครัวเรือน และสอนทำบัญชีรายรับรายจ่าย 20 ครัวเรือน ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้

นอกจากจะทรงห่วงใยเรื่องคุณภาพชีวิตและการศึกษาของนักเรียนแล้ว ยังมีพระราชดำริให้สอบถามความต้องการของชุมชน โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงแปรรูปผลผลิต และทำงานหัตถกรรมเพื่อเสริมรายได้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับสนองพระราชดำริร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับมีพระราชดำรัสให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือกัน เพื่อให้ชุมชนเติบโต และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เวลา 17.33 น. เสด็จออก ณ วังสระปทุม ทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปีคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้งที่ 1/2564 เพื่อพิจารณาผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา ตลอดจนพิจารณาแนวทางการดำเนินงานพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2564 และการจัดประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2565

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2534 เพื่อดำเนินการมอบ "รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล" ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์ แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในการเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพ วันที่ 1 มกราคม 2535 มอบแก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา และลัทธิทางการเมือง ที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ด้านการแพทย์ 1 รางวัล และด้านสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปี โดยผู้รับรางวัลจะได้รับประกาศนียบัตร เหรียญรางวัล และเงินรางวัล รางวัลละ 100,000 เหรียญสหรัฐ

ตลอด 29 ปี ที่ผ่านมา มีผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล 87 ราย ล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีผลงานอันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก องค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย องค์บิดาแห่งการสาธารณสุขของไทย และพระบิดาแห่งการอุดมศึกษาไทย ในจำนวนนี้มีคนไทย 4 คน และมี 5 คน ที่เคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ต่อมาได้รับรางวัลโนเบล นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนแพทย์ไทย 58 คน ได้รับพระราชทานทุนโครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ไปปฏิบัติงานต่างประเทศ อีกด้วย

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอื่นในหมวด