7HDร้อนออนไลน์

สพฐ.-กสศ. ผนึกกำลังครู พื้นที่ เดินหน้าดูแลเด็กยากจนพิเศษ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนช่วงโควิด-19

วันนี้ (21 มิ.ย. 64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 64 ที่ผ่านมา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดประชุมชี้แจงการดำเนินโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษ แบบมีเงื่อนไข (นักเรียนทุนเสมอภาค) ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพฐ. ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)

ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาฯ สพฐ. กล่าวว่า จากการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข ระหว่าง สพฐ. และ กสศ. ผ่านมา 2-3 ปี ตัวเลขนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาคเรียนที่ 2/2563 มีนักเรียนยากจนพิเศษ (ทุนเสมอภาค) จำนวนกว่า 1.1 ล้านคน ทุกฝ่ายในสังคม ทั้งรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎรให้ความสำคัญในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ ผู้ด้อยโอกาส เพื่อลดช่องความเหลื่อมล้ำในสังคม 

https://cdni-cf.ch7.com/i/images/2021/06/21/60d08f3b7d47f5.12954592.jpg

ล่าสุดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 กสศ.ได้จัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ (อนุบาล 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 และ มัธยมศึกษาปีที่ 3) เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาในการเตรียมความพร้อมการศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564  อัตราคนละ 800 บาท จำนวนกว่า 286,390 คน ครอบคลุมสถานศึกษาจำนวน 24,798 แห่ง ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากครู ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษา

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 64 ตามที่สถานศึกษารายงานมาพบว่า มีนักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มรอยต่อที่คาดว่าจะไม่ศึกษาต่อ จำนวน 5,654 คน และมีนักเรียนจำนวน 8,944 คน ที่อาจยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าว เนื่องจากสถานศึกษายังไม่ได้รายงานเข้ามา ดังนั้นจึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากำกับติดตามและหากสถานศึกษาใดไม่สามารถจ่ายเงินให้นักเรียนได้แล้ว ขอให้ส่งคืนเงินกลับไปยัง กสศ.ตามขั้นตอนต่อไป

https://cdni-cf.ch7.com/i/images/2021/06/21/60d08f3b1046a4.39186158.png

นอกจากนี้ สพฐ. และ กสศ.ได้รายงานความก้าวหน้ามาตรการให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาคกลุ่มรอยต่อ ให้แก่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ซึ่งทางรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มรอยต่อ เพื่อป้องกันมิให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงขอให้ กสศ.ทำงานร่วมกับ สพฐ. โดยเชื่อมโยงและส่งต่อฐานข้อมูล DMC และ CCT กลุ่มนักเรียนที่มีความเสี่ยงและมีแนวโน้มที่ไม่ศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ให้แก่ สพฐ. เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาติดตามช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถกลับสู่ระบบการศึกษาในช่วงเปิดเทอมใหม่นี้ได้อย่างทันเวลา และเพื่อเป็นการลดภาระงานครูในการทำงานที่ซ้ำซ้อนด้วย

ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าวอีกว่า ควรจะมีการพัฒนากลไกสนับสนุนการดำเนินการในเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งกำกับ ส่งเสริม สนับสนุนในการดูแลช่วยเหลือ และการคัดกรองนักเรียน ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่าง CCT ซึ่งสามารถดูได้ว่านักเรียนยากจนพิเศษในพื้นที่มีกี่คน โรงเรียนไหนกี่คน เพื่อเข้าไปดูแลอย่างทั่วถึง อีกทั้งต้องมีการพัฒนาครู ผู้ปฏิบัติงานผ่านระบบ อบรมออนไลน์ ซึ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ ควรเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ที่สามารถจัดอบรมด้วยการใช้ระบบเทคโนโลยี อีกทั้งต้องสร้างความตระหนักและความเข้าใจเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนให้กลุ่มผู้ปกครอง

“โครงการนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี นักเรียนยากจนพิเศษได้รับการดูแลดีขึ้นเรื่อย ๆ นับเป็นความสำเร็จความภาคภูมิใจร่วมกันของ สพฐ. อีกทั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับสถานศึกษา ครู ที่เอาใจใส่เยี่ยมบ้านเด็ก โดยไปสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ให้กำลังใจในภาวะที่ยากลำบากต้องทำงานอย่างหนักเพื่อไปดูแลนักเรียนที่เป็นภารกิจสำคัญ ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่สนับสนุนการดำเนินการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้เด็กยากจนพิเศษได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และต้องขอขอบคุณคุณครู เพราะที่ต้องใช้เวลาวันหยุดราชการไปในการคัดกรองนักเรียน เพราะวันธรรมดาต้องสอนหนังสือ คุณครูทำงานหนักมากเนิองจากสอนแบบ on-site ไม่ได้ จึงคิดการสอนในรูปแบบอื่น” ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าว

https://cdni-cf.ch7.com/i/images/2021/06/21/60d08f3b2c8880.81703346.png

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้ปกครองมีรายได้ลดลง มีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบุตรหลานนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อที่ต้องย้ายไปเรียนที่ใหม่ ยิ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น จึงนำมาสู่การช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อจำนวน 800 บาท ที่จ่ายเงินไปถึงมือเด็กแล้ว 2.77 แสนคน จากนักเรียนที่ได้รับการจัดสรรทั้งหมด 2.86 แสนคน

ขณะเดียวกันพบเด็กประมาณ 1 แสนคน ที่ย้ายโรงเรียนไปเรียนในพื้นที่อื่น และมีเด็กนักเรียนที่ไม่เรียนต่อช่วงชั้น ป.6 และ ม.3 ประมาณ 5,654 คน หรือ 1.97% มีสาเหตุสำคัญมาจากต้องไปทำงาน ผู้ปกครองไม่ให้ศึกษาต่อ ช่วยผู้ปกครองทำงานหารายได้ ไม่มีค่าธรรมเนียมค่าเล่าเรียน มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ไม่มีค่าเดินทาง ซึ่งต้องช่วยกันหาทางแก้ปัญหาให้กับเยาวชนที่จะเป็นเสาหลักของครอบครัวต่อไปในอนาคต ทาง กสศ. และ สพฐ. จึงมีแผนความร่วมมือกันพัฒนาระบบการติดตาม และส่งต่อนักเรียนกลุ่มรอยต่อนี้ผ่านการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศ DMC และ CCT ของ สพฐ. และ กสศ. เข้าด้วยกัน ให้เกิดเป็นระบบเฝ้าระวังเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา (Early Warning System) ที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องทุกปีการศึกษาต่อไปในอนาคต โดยในปีนี้จะมีการเชื่อมระบบกันในวันที่ 25 มิ.ย. 2564 เพื่อตรวจสอบข้อมูลรายบุคคลนักเรียนทั่วประเทศเพื่อค้นหาเด็กเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

https://cdni-cf.ch7.com/i/images/2021/06/21/60d08f82214177.65523934.jpg

ทั้งนี้ กสศ. และ สพฐ. ยังได้ปรังปรุงพัฒนาระบบการบันทึกข้อมูลใน CCT App ให้สามารถทำหน้าที่เป็น One Application ที่สามารถลดภาระงานครู คืนเวลาให้ครูกลับสู่ห้องเรียน และสามารถสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อบูรณาการงบประมาณในการดูแลสุขภาวะขั้นพื้นฐาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโอกาสทางการศึกษาของเด็กเยาวชนในครัวเรือนยากจนด้อยโอกาส เช่น การตัดแว่นสายตาให้กับเด็กที่มีความบกพร่อง และการช่วยเหลือสนับสนุนผู้ปกครองที่เป็นผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง เป็นต้น โดยจะเริ่มทดลองนำร่องใน 29 พื้นที่ ครอบคลุม 602 โรงเรียน ซึ่งต้องขอขอบคุณครู ผู้บริหาร สถานศึกษาที่ลงไปเยี่ยมบ้าน กรอกข้อมูล นำไปสู่การสร้างโอกาสให้กับเด็กทุกคน