เจาะประเด็นข่าว 7HD

รายงานพิเศษ : เพราะคำว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จึงพาคนไทยมาถึงจุดนี้

“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” คำกล่าวของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 เมษายน หลังปล่อยให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์ แม้แพทย์จะออกมาเตือนก็ไม่เป็นผล ประชาชนนำเชื้อกลับไปหาครอบครัว ไม่กี่วันให้หลังอะไรจะเกิดก็เกิด โควิด-19 มีการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 ในประเทศไทย

16 เมษายน 2564 พลเอกประยุทธ์ มั่นใจไม่เคอร์ฟิว ไม่ล็อกดาวน์ ยืนยันคุมสถานการณ์ได้

23 เมษายน นายกรัฐมนตรีแถลงเตรียมมาตรการเร่งด่วน หลังโควิด-19 ระบาดหนัก และให้สัญญาว่าจะผ่านไปให้ได้

คำสัญญาของผู้นำประเทศเหมือนจะห่างไกล การแพร่ระบาดในประเทศพุ่งสูงแบบก้าวกระโดด ทิ้งการระบาดระลอกแรกแบบไม่เห็นฝุ่น

ระลอกมกราคม 2563 ระยะเวลาการแพร่ระบาด 11 เดือน ผู้เสียชีวิตสะสม 60 ราย ธันวาคม 2563 ระยะเวลาการแพร่ระบาด 3 เดือน มีผู้เสียชีวิต 34 คน ยอดผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่หลักสิบหลักร้อย แต่ปัจจุบันคือหลักหมื่น เสียชีวิตแต่ละวันพุ่งเฉียดหลักร้อย

ทางออกเดียวคือ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ รัฐให้ความหวังประชาชน ชี้แสงรำไรว่าจะผ่านไปให้ได้ แต่แล้วมาตรการที่ออกมาอย่าง "หมอพร้อม" ก็ไม่พร้อม วัคซีนที่บอกว่ามีก็กลายเป็น "วัคซีนทิพย์" แถมยังป่วยเป็น "โรคเลื่อน" ขั้นรุนแรง เปลี่ยนนโยบายเป็นว่าเล่น จากการฉีดวัคซีนผู้สูงอายุ กลุ่มโรคเรื้อรัง เปิดปูพรมฉีดให้ประชาชนทั่วไป กระทั่งยอดผู้สูงอายุเสียชีวิตเพราะติดโรคพุ่งสูง จึงกลับลำมาฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงอีกครั้ง เสมือนกับว่ารัฐบาลขับเคลื่อนตามเสียงวิจารณ์ ไร้นโยบายที่แข็งแรง มั่นคง แรงกดดันจากปัญหาที่เกิดขึ้น ถาโถมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ด้วย

ระบบสาธารณสุขที่ใกล้ล้มเหลว คนป่วยรอเตียง ตายคาบ้าน ผู้ป่วยล้นห้องฉุกเฉิน อยากจะตรวจหาเชื้อ ก็ยังต้องไปตากฝนรอคิว ที่เสี่ยงว่าอาจไม่ได้คิว แต่อาจได้โรคกลับมาแทน

ความเงียบงันที่กระจายไปทั่ว จะปกคลุมประเทศไทยไปอีกยาวนานแค่ไหน เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เป็นคำถามที่หลายคนมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

แต่ตอนนี้คงไม่ใช่ช่วงเวลาหาคนรับผิดชอบ การร่วมแรงร่วมใจฝ่าฟันความยากลำบาก จะเป็นแรงผลักสำคัญให้คนไทยทั้งชาติเอาชนะโรคร้ายไปด้วยกัน และแน่นอนว่าเมื่อถึงปลายทาง ทุกการตัดสินใจที่ผิดพลาด กับการใช้อำนาจแบบซิงเกิ้ลคอมมานด์ ผู้นำสูงสุดคงรับแต่ชอบแล้วหนีความผิดไปไม่ได้