ห้องข่าวภาคเที่ยง

สุดหดหู่ พบผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 รอเก็บศพนานหลายชั่วโมง

ศพแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม รับแจ้งพบศพชายเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 บริเวณตรอกบ้านพานถม ถนนสามเสน แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบศพชายไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 40-50 ปี ไม่มีเอกสารติดตัว ตามร่างกายไม่พบบาดแผล จึงใช้ผ้าคลุมและนำกรวยยางไปวางกั้นพื้นที่ไว้ เพื่อรอเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจเข้าเก็บศพ

จากการสอบถามทราบว่า ตั้งแต่ 10.00 น. เมื่อวานนี้ผู้ตายได้เดินออกมาจากชุมชน เมื่อมาถึงบริเวณดังกล่าวก็ล้มลง แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะเป็นคนเร่ร่อนและติดเชื้อโควิด-19 จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ กระทั่ง 14.00 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยใส่ชุดป้องกันมาช่วยให้ออกซิเจน จน 16.00 น. ชายดังกล่าวเสียชีวิต ชาวบ้านก็แจ้งไปยังหลายหน่วยงาน แต่ก็ไม่มีหน่วยไหนมาทำการเก็บศพ

จนกระทั่ง 22.20 น. ก็มีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งสวมชุด PPE เข้ามาดำเนินการเก็บร่างผู้ตายออกจากพื้นที่ไป ส่วนที่ต้องรอนานหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่บอกว่าเพราะกำลังเจ้าหน้าที่และรถที่จะใช้เคลื่อนย้ายศพไม่เพียงพอ

ศพที่ 2 เมื่อเวลา 21.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู รับแจ้งมีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตภายในบ้านพักเลขที่ 339/49 ถนนเจริญกรุง ซอย 107 แยก 9 แขวงและเขตบางคอแหลม จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่สวมชุด PPE พร้อมโลงศพ 1 โลง และถุงนิรภัยห่อร่าง เดินทางไปตรวจสอบ พบในบ้านชั้นล่างมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด -19 อาศัยอยู่รวมกัน 4 คน เสียชีวิตแล้ว 1 คน

เจ้าหน้าที่จึงประสานตำรวจ สน.วัดพระยาไกร ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อขออนุญาตดำเนินการรีบนำร่างผู้ตายห่อด้วยถุงนิรภัย 3 ชั้น ก่อนนำใส่โลงศพมุ่งหน้าไปทำพิธีฌาปนกิจที่วัดจันทร์ใน แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลมทันที

จากการสอบถามเพื่อนบ้านให้ข้อมูลว่า บ้านหลังดังกล่าวอาศัยอยู่ร่วมกัน 6 คน ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม เจ้าของบ้านตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคโควิด-19 จึงมีรถพยาบาลมารับไปรักษาที่ โรงพยาบาลหัวเฉียว ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ต่อมาก็พบว่าคนในบ้านอีก 5 คนติดโควิด -19 เช่นกัน โดยทั้ง 5 คนไม่กล้าออกไปไหน พยายามติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยราชการหลายหน่วยงานเพื่อให้ส่งรถมารับไปรักษาจนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็มีผู้ป่วย 1 คนอาการทรุดหนักจนเสียชีวิตในบ้านไปเป็นศพแรก ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร จึงประสานให้มูลนิธิร่วมกตัญญูมารับร่างไปฌาปนกิจ จนมาวันนี้ผู้ป่วยอีกคนก็มาเสียชีวิตเป็นรายที่ 2 ตอนนี้ในบ้านเหลืออีก 3 คนที่ป่วย แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานใดๆ เลย ทำให้เพื่อนบ้านหวาดผวา ฝากวิงวอนให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยมาตรการที่ดีกว่านี้

ศพที่ 3 เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต้องสวมชุด PPE เข้าไปเก็บศพผู้เสียชีวิตบริเวณหน้าร้านศึกษาภัณฑ์ ถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร ก่อนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรวจสอบในตัวพบบัตรประชาชน ระบุชื่อ นายเสรี เรืองโรจนฤทธิ์ อายุ 59 ปี ชาวระยอง สอบถามชาวบ้านละแวกใกล้เคียงทราบว่า นายเสรีนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณนี้มาตั้งแต่ 18.00 น. เมื่อวานนี้ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ตายติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ตายเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงจึงต้องให้รถชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจเข้ามาเก็บศพ ศพนี้ต้องรอเจ้าหน้าที่ถึงเกือบๆ 23.00 น. เมื่อเจ้าหน้าที่บอกที่ช้าเพราะต้องไปรับศพจากจุดอื่นแล้วก็มารับที่นี่ต่อ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงนำส่งศพไปส่งชันสูตร เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต

ศพสุดท้ายอยู่ที่ทางเท้าริมถนนหทัยราษฎร์ หน้าห้างสรรพสินค้าย่านคลองเตย เป็นชายไม่ทราบชื่ออายุประมาณ 30 ปี มีผู้พบเห็นว่าชายคนดังกล่าวเดินมาใกล้จุดเกิดเหตุ ก่อนจะล้มลงหมดสติเสียชีวิต โดยที่คางของผู้ตายคาดหน้ากากอนามัยไว้ ชาวบ้านเกรงว่าจะเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 จึงประสานตำรวจและกู้ชีพร่วมกตัญญูมาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ

เบื้องต้น แพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เข้ามาตรวจสอบด้วยการ Swab เชื้อ ผลตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 แต่เจ้าหน้าที่เกรงว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ได้ป้องกันตัวจากการแพร่ระบาด เจ้าหน้าที่จึงฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ และรถชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจเข้ามาเก็บศพ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ทุกคน

ทั้งนี้ทีมข่าวยังได้สอบถามไปยังมูลนิธิร่วมกตัญญูและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้รับข้อมูลว่า ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับแจ้งให้ไปรับศพผู้ที่ติดโควิด-19 หรือมีความเสี่ยงสูง โดยเฉลี่ยรวม 25 รายต่อวัน ซึ่งมีทั้งที่เสียชีวิตในที่พักอาศัย เสียชีวิตตามท้องถนน และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลและญาติประสานให้ไปรับศพเพื่อนำไปทำพิธีทางศาสนา

นายสมบูลย์ ขวัญอ่วม หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระบุว่า มีชุดปฏิบัติการพิเศษสำหรับรับศพผู้ที่ติดโควิด-19 4 ชุด แบ่งทำงานกลางคืน 2 ชุดและกลางวันอีก 2 ชุด แต่ปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ทางมูลนิธิจึงสั่งซื้อรถสำหรับรับศพผู้ที่ติดโควิด-19 มาเพิ่ม 2 คัน เพราะไม่ต้องการใช้รถปะปนกับเคสปกติ ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ และให้ถือว่าเคสที่เสียชีวิตตามท้องถนนเป็นเคสเร่งด่วนพิเศษ เพราะนอกจากจะเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมแล้ว ยังเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อในที่สาธารณะ ทั้งนี้ศพที่พบตามท้องถนนหลายรายในช่วงหลัง เป็นคนเร่ร่อน ที่ยากต่อการสอบสวนโรค เพราะไม่มีครอบครัว ทางตำรวจและแพทย์ก็จะถือว่าเสี่ยงเป็นผู้ที่ติดโควิด-19 และให้ปฏิบัติตามมาตรการส่งศพไปเผาทันที

ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าบางศพต้องรอรถเจ้าหน้าที่มาเก็บนานถึง 8-10 ชั่วโมงนั้น ขอชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง พร้อมชี้แจงว่า เคสดังกล่าวนั้นทีแรกเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งในช่วงเช้าประมาณ 10.00 น. ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ยังไม่เสียชีวิต และเข้าใจว่ามีการส่งต่อตามกระบวนการรักษาแล้ว ต่อมาในช่วงเย็นจึงทราบว่าบุคคลดังกล่าวเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเข้ารับศพ แต่ต้องใช้เวลาทั้งรอตำรวจและแพทย์นิติเวช เดินทางมาสอบสวนโรคตามขั้นตอน แต่ก็ใช้เวลาดำเนินการเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไม่ใช่ 8-10 ชั่วโมงตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด