7HDร้อนออนไลน์

จ.บุรีรัมย์ ประเดิมปิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทุกแห่ง สกัดโควิด 19 หลังพบผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา พกโรคมาติดครอบครัว ชุมชน หมู่บ้านและสถานศึกษา

(21 ก.ค.64)  นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ และผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกคำสั่งจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 5267/2564 ลงวันที่ 19 ก.ค.2564 เรื่อง สั่งปิดสถานที่ และงดกิจกรรมเสี่ยงต่อการแพร่ของโรคติดต่ออันตรายเป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 4) ว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดกว้างขวางในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร และจังหวัดในปริมณฑลอย่างรวดเร็ว ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด- 19 (ศบค ) ได้ออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 28) ลงวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2564 มุ่งสกัดกั้นการระบาดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยยกระดับความเข้มข้น ของมาตรการและการบังคับใช้อย่างจริงจังเพิ่มเติม เพื่อการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในกลุ่มเสี่ยงต่างๆ

แม้จะมีมาตรการสกัดการเดินทางกลับภูมิลำเนาของผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว แต่ก็ยังมีการเดินทางกลับ และส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคโควิด 19 ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พบการติดเชื้อจากกลุ่มผู้เดินทางกลับ และระบาดลงสู่บุคคลในครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน และสถานศึกษา

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22(7) และมาตรา 35(1) แห่งพระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ประกอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ข้อ 6(1) ลงวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2563 และ ข้อ 7(1) ของข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2563 จึงมีคำสั่งให้ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคเป็นการชั่วคราว ดังนี้

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และสถานที่รับเลี้ยงเด็กเอกชน ทุกแห่งในท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ เว้นแต่เป็นการใช้อาคารหรือสถานที่ เพื่อจัดกิจกรรมของทางราชการหรือกิจกรรม เพื่อประโยชน์ในการป้องกันควบคุมโรค โดยได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฉบับนี้ มีโทษตามนัยมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ