7HDร้อนออนไลน์

เศรษฐกิจไทยอ่วม ฟื้นตัวช้า ถดถอยยาว

#เศรษฐศาสตร์ตลาดสด ชวนส่องเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง #ฟื้นตัวเกือบช้าสุดในโลก #GDP โตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

Nikkei เพิ่งจัดอันดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากโควิด 19 ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกผ่านตัวชี้วัด COVID-19 Recovery Index

ตัวชี้วัดดังกล่าว วัดความสามารถแต่ละประเทศในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ผ่านการบริหารจัดการ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านบริหารจัดการการระบาด ด้านกระจายวัคซีน และด้านความสามารถในการเคลื่อนย้ายทางสังคม ประเทศที่อยู่อันดับสูงกว่า แปลว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่า เนื่องจากคุมการระบาดได้ดี มีผู้ติดเชื้อน้อย มีอัตราการฉีดวัคซีนมาก และสามารถผ่อนคลายมาตรการทางสังคม เช่น เว้นระยะห่างได้ ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจ

ทั้งนี้ จากการจัดอันดับ 120 ประเทศ ณ 30 มิ.ย. 2564 พบว่าไทยอยู่ที่อันดับ 118 หรือที่สามจากสุดท้าย โดยจีนอยู่ในอันดับ 1 มีสัญญาณฟื้นตัวดีสุด ขณะที่อันดับของไทย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ความสามารถในการฟื้นตัวต่ำสุด ต่ำกว่าทั้ง ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่ เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งซ้ำเติมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งอัตราการติดเชื้อที่เพิ่ม การฉีดวัคซีนที่ล่าช้า สถานการณ์วัคซีนไม่มาตามนัด ตลอดจนมาตรการล็อกดาวน์ที่รัฐบังคับใช้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ อย่างปิดห้างสรรพสินค้า ห้ามรับประทานอาหารในร้าน จำกัดเวลาเปิดปิดร้านสะดวกซื้อ ห้ามออกจากบ้านยามวิกาล มาตรการเหล่านี้ทำให้การฟื้นตัวในครึ่งหลังของปีนี้เป็นไปโดยยาก

ล่าสุด ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. หลายสถาบันเริ่มหั่นตัวเลขประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย เช่น ธนาคารกรุงศรีฯ ที่ปรับลด GDP คาดการณ์ปีนี้จาก 2.0% เหลือ 1.2% โดยเหตุผลหลักมาจากการติดเชื้อที่เพิมขึ้น และมาตรการรัฐที่ส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรืออุปสงค์ในประเทศ นอกจากนี้ยังคาดว่า ณ เดือน ส.ค. ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่จะอยู่ที่ 15,000 คนต่อวัน

เช่นเดียวกับ KKP Research ที่ปรับลด GDP คาดการณ์ปีนี้เหลือ 0.5% จากเดิมประเมินไว้ที่ 1.5% ทั้งยังห้อยท้ายว่า ในกรณีเลวร้าย GDP อาจถึงขั้นติดลบ โดยเฉพาะหากไม่สามารถคุมการระบาดในพื้นที่กรุงเทพ และรัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์เข้มข้นหรือเคอร์ฟิว ทั้งนี้มูลค่าเศรษฐกิจของกรุงเทพคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของ GDP ทั้งประเทศ

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวเพียง 1.8% เท่านั้น

สอดคล้องกับสถาบันระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก ที่ปรับลด GDP คาดการณ์ของไทยจาก 3.4% (คาดการณ์ ณ มี.ค. 2564) เหลือ 2.2% เหตุผลหลักจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น และตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปีนี้ ที่คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำตลอดทั้งปี

ธนาคารโลกยังประเมินว่า โควิด 19 ทำให้จำนวนประชากรไทยที่ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนเพิ่มขึ้น เพิ่มจาก 6.2% ในปี 2562 เป็น 7.4% ในปี 2563 หรือราว 700,000 คน หากคิดเป็นอัตราความยากจน อัตราความยากจนในชนบทเพิ่มสูงกว่าในเมือง อัตราความยากจนในเมืองเพิ่มขึ้น 1 % ในชนบทเพิ่มขึ้น 1.6% โดยเฉพาะในภาคอีสาน ที่อัตราความยากจนเพิ่มขึ้นมากสุด

ที่น่าสนใจคือ ขณะที่เศรษฐกิจไทยหดตัวกว่าเดิม หลายประเทศรอบบ้านเรากลับเติบโตดี เช่น เวียดนาม คาดว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะโตที่ 7.6% กลับไปเท่าระดับก่อนโควิด หรือสิงคโปร์ ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะโตที่ 6.4%

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยและฟื้นตัวช้า ไม่เห็นปลายทางที่สามารถคุมการระบาดได้ในระยะเวลาอันใกล้ ธุรกิจและผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs
ต้องเตรียมรับมือให้ดี