เช้าข่าว 7 สี

ชี้แจงครูเสียชีวิตรายแรก หลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ไขว้ - ส่งชันสูตรศพ

กรณีหญิงอายุ 39 ปี อาชีพข้าราชการครู ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสียชีวิตภายหลังการฉีดวัคซีนสลับเข็ม โดยกรมควบคุมโรคตรวจสอบประวัติแล้วพบว่าหญิงรายนี้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ซิโนแวคเข็มแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็มที่ 2 และหลังฉีดวัคซีน 30 นาที ไม่มีอาการผิดปกติ

และจากประวัติของญาติบอกว่าช่วงกลางคืนมีอาการปวดศีรษะ ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม ช่วงเช้ายังพูดคุยได้ปกติ แต่ช่วงค่ำฟุบที่โต๊ะ ไม่รู้สึกตัว ญาติได้เรียกทีมแพทย์ฉุกเฉินทำการกู้ชีพ ผู้ป่วยไม่มีชีพจร ไม่หายใจ ปลายมือปลายเท้าเขียว พยายามทำการช่วยชีวิต และส่งโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ พบว่าผู้ป่วยเสียชีวิตตั้งแต่ที่บ้าน หลังจากนั้นได้ส่งผู้เสียชีวิตทำการชันสูตรพลิกศพที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี

โดย นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าจากการตรวจสอบเคสนี้ พบว่าผู้เสียชีวิตมีอาชีพเป็นครู มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนัก 78 กิโลกรัม มีประวัติฉีดวัคซีนสลับเข็มตามไทม์ไลน์ แพทย์ได้ตรวจเบื้องต้น และรอผลชันสูตรพลิกศพโดยยังไม่สรุปสาเหตุการเสียชีวิต และยังไม่ใช่สาเหตุจากวัคซีนโควิด-19 หากผลชันสูตรออกจะรีบชี้แจงโดยเร็ว

สำหรับการฉีดวัคซีนสลับชนิด ล่าสุดฉีดไปแล้วมากกว่า 84,000 คน หญิงรายนี้ถือเป็นคนแรกที่พบว่ามีการเสียชีวิตภายหลังการฉีดวัคซีนสลับเข็ม ส่วนการฉีดวัคซีนทั่วประเทศ 14.8 ล้านโดส พบมีผู้เสียชีวิตหลังรับวัคซีนแล้ว 229 คน แต่ผลการชันสูตรศพ และการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญไม่พบสาเหตุการเสียชีวิตจากวัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่มีโรคร่วม เช่น โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

ขณะที่ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงข้อห้ามในการฉีดวัคซีนสลับเข็มว่าแทบไม่มีกลุ่มไหนที่มีข้อห้ามเลย ยกเว้นกลุ่มที่เป็นคนที่แพ้วัคซีนตั้งแต่เข็มแรก เช่นแพ้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ก็ต้องเปลี่ยนไปฉีดวัคซีนชนิดอื่น

ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป หากได้รับวัคซีนซิโนแวคในเข็มแรกยิ่งจำเป็นต้องได้รับวัคซีนในเข็มที่ 2 เป็นแอสตร้าเซนเนก้า และย้ำว่าการได้รับวัคซีนสลับชนิดช่วยย่นระยะเวลาการสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19