สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์

นายกฯ สั่งยกระดับโรงพยาบาลสนาม รองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 - ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถึง 30 ก.ย.64

ช่วงค่ำเมื่อวานนี้ (23 ก.ค.) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เข้าประชุมผ่านระบบ VTC ร่วมกับหลายฝ่ายทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนจากโรงพยาบาลสนามจุดต่างๆ เพื่อร่วมกันสะท้อนปัญหาและอุปสรรคในระหว่างปฏิบัติงานดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อนำไปปรับแก้ไข
โดยบางช่วงบางตอน นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในทุกส่วน ทั้งการบริหารสถานการณ์ให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการจัดสรรบุคลากร และการบริหารจัดการสถานที่ต่าง ๆ โดยสั่งให้จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพิ่มขึ้นตามจุดต่างๆ เพื่อรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการให้สามารถเข้าถึงการรักษา และสถานพยาบาลได้อย่างรวดเร็วที่สุด และสั่งให้เพิ่มขีดความสามารถโรงพยาบาลสนาม ที่มีอยู่ในขณะนี้ ให้สามารถรองรับผู้ป่วยที่อยู่ในเกณฑ์สีเหลือง และสีแดงให้มากขึ้น

นอกจากนี้ในที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Isolation - HI) และการดูแลผู้ป่วยในชุมชน (Community Isolation - CI) โดยสั่งให้จัดทีมแพทย์คอยติดตามอาการผู้ป่วย รวมทั้งชุดเวชภัณท์ และยา ที่จำเป็น เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อภายในครอบครัว และคนในชุมชนอีกด้วย ซึ่งต้องทำควบคู่ไปพร้อมๆ กับเร่งจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งในขณะนี้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบมีผู้ที่ได้รับฉีดวัคซีนเกินกว่าร้อยละ 50 ของประชากรแล้ว และช่วงท้ายของการประชุมนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนในทุกด้าน พร้อมกันนี้ได้กล่าวให้กำลังใจแพทย์ บุคลากรด้านสาธารณสุข และคนทำงานจากทุกหน่วยงานที่ร่วมใจดูแลผู้ป่วยโรคโควิด -19 อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

อัปเดตยอดการฉีดวัคซีนโควิด-19 ล่าสุดไทยฉีดไปแล้วกว่า 15 ล้านโดส (ข้อมูล 28 ก.พ.64 – 22 ก.ค.64) ยังต้องฉีดอีกกว่า 84 ล้านโดส ถึงจะครบตามเป้าหมายที่วางไว้ต้องฉีดวัคซีนให้กับประชาชนคนไทย 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ให้ได้ 70 % ของประชากร

ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้มีประกาศเผยแพร่เรื่องขยายระยะเวลาการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก ส่วนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปควบคู่กัน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564