ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : วัคซีนวิกฤต หนุนวิจัยช้า

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ พาไปตรวจสอบงบประมาณด้านวิจัยเพื่อพัฒนาวัคซีน รัฐทุ่มงบไปกว่า 2,800 ล้านบาท พัฒนากันไปได้ถึงไหน เท่าทันสถานการณ์หรือไม่ ติดตามจากคุณ ญาณิชสา ศิริมูลกุล

ภาพผู้ป่วยโควิด-19 ล้นโรงพยาบาล และผู้ป่วยรอตรวจรอรักษา จนเสียชีวิตคาบ้าน เป็นภาพสะท้อนว่าการระบาดระลอกนี้กำลังวิกฤตรุนแรง แม้จะมีมาตรการเข้มคุมการระบาด แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น วัคซีนโควิด-19 จึงเป็นความหวังสุดท้ายที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์

ขณะที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัคซีน แต่สถานการณ์ทั่วโลกก็วิกฤตไม่ต่างกัน วัคซีนที่ไทยได้รับจึงมีจำกัดและไม่เพียงพอ ด้านนักวิจัยไทยก็เร่งพัฒนาและผลิตวัคซีน แต่ก็ไม่ทันสถานการณ์ เพราะปัจจัยในประเทศไม่เอื้ออำนวย

ปลายปี 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติหนุนงบวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 กว่า 2,800 ล้านบาท กระจายให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวม 9 แห่ง หวังลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้ประชาชน

โดย บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ หนึ่งใน 9 แห่ง ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุน ประกาศจะคืนทุนให้รัฐบาลทั้งหมด กว่า 600 ล้านบาท หลังสามารถผลิตวัคซีนได้

แม้ว่าการตรวจสอบล่าสุด ทุกแห่งทยอยได้รับเงินทุนสนับสนุนแล้ว แต่กว่าจะได้รับก็ต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ทำให้การดำเนินงานเกิดความล่าช้า

เมื่อตรวจสอบรายการเบิกจ่ายงบประมาณของสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ย้อนหลังไป 2 ปี พบว่าได้รับ เพียง 76-77 ล้านบาทต่อปี แต่ปีนี้ได้รับงบประมาณ 1,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน

ส่วนความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 สัญชาติไทย มีวัคซีนชนิดเชื้อตาย ขององค์การเภสัชกรรมร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อนมหาวิทยาลัยมหิดล และวัคซีนจุฬาโควฟ 19 ชนิด mRNA ของคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าสู่การทดสอบในมนุษย์เฟส 1 แล้ว

สำหรับวัคซีนโปรตีนซับยูนิต ของบริษัท ใบยาไฟโตฟาร์ม และวัคซีนชนิดไวรัสเสมือน แบบพ่นจมูก ของไบโอเทค สวทช. เตรียมทดสอบในมนุษย์เฟส 1 ปลายปีนี้ หากได้ผลดี คาดว่าจะสามารถทยอยผลิตใช้จริง ช่วงกลางปีหน้า และสิ่งที่นักวิจัยกังวล หากระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย ยังจะได้การสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาวัคซีนต่อเนื่องหรือไม่ เพราะนี่คืออาวุธสำคัญในการรับมือโรคอุบัติใหม่ และรักษาชีวิตของประชาชน