7HDร้อนออนไลน์

หมอศิริราชชี้ กทม.ยังมีคอขวดเป็นอุปสรรคใหญ่ ห่วงผู้ป่วยตกค้างเข้าไม่ถึงการตรวจ

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 5 ส.ค.64 โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่า หลังจากเป็นที่เฝ้ารอมานานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากรด่านหน้าอื่นที่ทำงานกับผู้ป่วย และผู้มีความเสี่ยงสำหรับโรคโควิด-19 วัคซีนของไฟเซอร์ได้ถูกเริ่มกระจายออกไปทั่วประเทศ สำหรับเตรียมการเริ่มฉีดให้กับบุคคลในเป้าหมายในสัปดาห์หน้า แล้วขยายไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่อไปให้เร็วที่สุด

ทางด้าน รพ.ศิริราช ได้รับวัคซีนล็อตแรกพร้อมกับในอีกหลายที่ ทีมงานบริหารวัคซีนได้วางแผนเตรียมการกันอย่างเข้มแข็งและไม่รอช้า แต่เนื่องจากเป็นวัคซีนที่มีความยุ่งยากในการเก็บรักษา รวมถึงความซับซ้อนในการเตรียมวัคซีนให้พร้อมฉีด วันนี้จึงได้เริ่มมีการทดสอบระบบต่างๆ ตั้งแต่การจัดเตรียมไปจนถึงกระบวนการฉีดให้ได้เร็วที่สุด โดยมีบุคลากรที่ปฏิบัติงานในทีมโควิดวิกฤตทั้ง 3 ทีม จำนวน 12 คน สมัครใจเข้าร่วมเป็นกลุ่มแรก การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่น ส่วนตัวแล้วเนื่องจากวัคซีนเข็มที่ 3 นี้ มีปริมาณเพียง 0.3 ซีซี ซึ่งน้อยกว่าวัคซีนของซิโนแวค คือ 0.5 ซีซี ที่ฉีดไปแล้ว 2 เข็ม ทำให้ความรู้สึกปวดตึงบริเวณต้นแขนน้อยกว่าครั้งก่อนๆ ส่วนผลข้างเคียงอื่นผ่านมากว่า 6 ชม. ก็ยังไม่ปรากฏ

รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เผยด้วยว่า ต่อมาในช่วงค่ำ ( 5 ส.ค.64) ได้รับเชิญไปร่วมการสนทนาว่าด้วยเรื่องยาฟาวิพิราเวียร์มีพอหรือไม่ ส่วนตัวแล้วรับทราบมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการสำรองและจัดหายามาไว้เพียงพอกับปริมาณผู้ป่วยใหม่รายวันที่ยังเพิ่มขึ้นช้าๆ นี้ ต่อไปได้อีกหลายเดือน แต่ถ้ามีการเพิ่มอย่างก้าวกระโดดแบบหยุดไม่อยู่ แพทย์และพยาบาลที่หลงเหลือทำงานกันอยู่ คงล้มหายไปเสียก่อนที่จะได้เห็นว่ามียาไม่พอใช้ในประเทศ

“อุปสรรคใหญ่ขณะนี้โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คือยังมีผู้ป่วยตกค้างในชุมชนอีกจำนวนไม่รู้เท่าไร ที่ยังเข้าไม่ถึงการตรวจหาเชื้อ และที่ตรวจพบเชื้อแล้วแต่ยังเข้าไม่ถึงการรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์เมื่อมีข้อบ่งชี้ ซึ่งแนวทางการรักษาล่าสุดได้ปรับข้อบ่งชี้การได้รับยาให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ยังมีคอขวดที่การนำผลการตรวจเข้าสู่ระบบการดูแลรักษา และเริ่มมีการจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์พร้อมนำส่งยาให้กับผู้ป่วยในชุมชนให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งของภาครัฐและภาคประชาชนจะต้องเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนที่ระบบสาธารณสุขในภาพรวมจะซวนเซ และทรุดล้มไปอย่างกู่ไม่กลับ”

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวอื่นในหมวด