ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : จากเส้นทางรวย ผกก.โจ้ สู่ การขยายผลคดีรถหรูเลี่ยงภาษี

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ ชวนท่านผู้ชมตามติดคดี ผู้กำกับโจ้ ทรมานผู้ต้องหายาเสพติดจนเสียชีวิต ซึ่งไม่เพียงมีความคืบหน้าในคดีอาญา แต่ยังจุดประเด็นให้เห็นถึงเส้นทางหาเงินของเจ้าหน้าที่รัฐ จากกรณีรถหรูเลี่ยงภาษีด้วย ติดตามจากคุณรัตนกรณ์ โต๊ะหมัด

ใกล้ปิดสำนวนคดีอาญาสำหรับกรณี พันตำรวจเอก ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ และลูกน้องรวม 7 คน ร่วมกันฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด โดยมีการระบุคดีคืบหน้าไปแล้ว 80% และยังมีเรื่องที่ต้องตามต่อ กรณีร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ หลังพบเป็นเจ้าของทรัพย์สินหลายร้อยล้านบาท อีกทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจับกุม หรือประมูลรถหรูเลี่ยงภาษีมากถึง 410 คัน ในจำนวนนี้ประมูลออกไปแล้ว 405 คัน คงค้างอยู่ที่กรมศุลกากรอีก 5 คัน

หากคำนวณจากเงินประมูลกว่าพันล้านบาท แบ่งส่วนเป็นเงินรางวัลนำจับในช่วงเวลานั้น ให้กับเจ้าหน้าที่ 25% และสินบนผู้แจ้งเบาะแส 30% รวม 55% ที่เหลือ 45% นำเข้าคลัง โดยหากคำนวณจากยอด 25% จะได้รางวัลนำจับมากถึง 250 ล้านบาท และหากคำนวณเต็มเพดานที่ 55% ก็จะมีรายได้จากช่องทางนี้มากถึง 550 ล้านบาท แต่แน่นอนว่าคงไม่ได้เต็มยอดนี้ เพราะยังต้องมีส่วนแบ่งให้กับทีมงานด้วย

อีกคำถามที่อยู่ในใจประชาชน คือ กรณีดีเอสไอเปิดข้อมูลรถลัมโบกินีของผู้กำกับโจ้ กลายเป็นของกลางคดีรถหรูเลี่ยงภาษี 31 ล้าน ทำไมรถของกลางไปอยู่ในครอบครองของผู้กำกับโจ้ได้ เรื่องนี้มีคำอธิบาย เนื่องจากคดีรถหรูเลี่ยงภาษีใช้เวลานานกว่าจะปิดคดีส่งศาล ทำให้มีการร้องขอถอนอายัดจากผู้ซื้อโดยสุจริต แต่ติดร่างแหเป็นเหยื่อ ได้มีโอกาสใช้รถ จึงคืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ครอบครองตามกฎหมาย แต่ห้ามเปลี่ยนมือ โดยต้องเซ็นสัญญาพร้อมจ่าย 15 ล้านไว้เป็นหลักประกัน

จากเส้นทางรวยของ ผู้กำกับโจ้ ที่เกี่ยวพันกับรถหรูเลี่ยงภาษี เปรียบเสมือนการจุดพลุให้ผู้คนหันมาสนใจคดีนี้อีกครั้ง ซึ่งในมือของดีเอสไอ มีรถหรูเลี่ยงภาษีมากถึง 1,428 คดี รัฐเสียหายเกือบหมื่นล้านบาท ในปีนี้จะสะสางให้ได้ 207 คดี ดำเนินการไปแล้ว 188 คดี เหลืออีก 19 คดี ต้องรอลุ้นปิดจบได้ตามเป้าสิ้นปีนี้หรือไม่ และจะได้ภาษีคืนสู่แผ่นดินหรือไม่