7HD ร้อนออนไลน์

ศธ. แจงไทม์ไลน์ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ นักเรียน เริ่มฉีดเข็มแรก 4 ตุลาคมนี้

วันนี้ (15 ก.ย.64)  นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  และนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้ร่วมการประชุม ชี้แจงทำความเข้าใจถึงการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ ให้กับ นักเรียน นักศึกษา และการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ผ่านระบบให้กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และผู้แทนโรงเรียนเอกชน ทั่วประเทศ และมีผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ ที่ให้บริการทางการศึกษาแก่เยาวชน ได้รับทราบ

นายสุภัทรกล่าวชี้แจงว่า  หากวัคซีนไฟเซอร์เข้ามาในเดือนตุลาคมนี้  ตามที่กระทรวงสาธารณสุขวางไว้   ก็จะเริ่มฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน นักศึกษาในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด  โดยกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า  โดยให้ฉีดพในสถานศึกษาเป็นหลัก   หากสถานศึกษาไหนมีพื้นที่จำกัด ได้ประสานไปยังกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  ขอให้มหาวิทยาลัยเป็นฐานในการฉีดให้กับนักเรียนด้วย

ทั้งนี้  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และกรุงเทพมหานคร จะบริหารจัดการวัคซีนภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือคณะอนุกรรมการการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร  พร้อมกับประสานงาน ศธ. ศธจ. หรือหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาในพื้นที่  เพื่อเตรียมการดำเนินงานให้วัคซีนนักเรียน  สำรวจเป้าหมาย จัดทำแผนจัดสรร และกำหนดช่วงเวลาเข้ารับวัคซีน กำหนดสถานบริการฉีดวัคซีนให้กับแต่ละโรงเรียน โดยประสานผู้บริหารโรงเรียนเพื่อนำนักเรียนเข้ารับวัคซีน พร้อมกับกำกับติดตามรายงานผลการให้บริการในระบบ MoPH IC

ส่วนกรมควบคุมโรค จะทำหน้าที่จัดส่งวัคซีนไฟเซอร์และอุปกรณ์การฉีดแผนการฉีดวัคซีนที่ได้จากสาธารสุขจังหวัด   โดย ศธ. จะกำกับติดตามการดำเนินงานให้วัคซีนนักเรียน ตามนโยบายของประเทศ พร้อมกับรวบรวมข้อมูลนักเรียนจากแต่ละสถานศึกษาและแจ้งแก่สำนักงานสาธารสุขจังหวัด 

โดยให้สถานศึกษาแต่ละแห่งมีหน้าที่ชี้แจงผู้ปกครองเพื่อสร้างความเข้าใจก่อนวันรับวัคซีน และจัดส่งคำแนะนำการฉีดวัคซีนและใบยินยอมให้นักเรียนฉีดวัคซีน แจ้งจำนวนนักเรียนที่จะเข้ารับวัคซีนแก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผ่านระบบที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กำหนดไว้ และสถานพยาบาล มีหน้าที่จัดระบบให้บริการตามมาตรฐาน ได้แก่ ตรวจสอบใบยินยอม คัดกรอง ฉีดวัคซีน นัดหมาย ออกเอกสารรับรอง เฝ้าระวัง และบันทึกผลการให้บริการในระบบ MoPH IC และมีหน้าที่รับ-จ่ายวัคซีน จัดเก็บวัคซีนและรายงานสถานะคงคลัง

ทั้งนี้ ได้กำหนดไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน ดังนี้
วันที่ 10-17 กันยายน   สถานศึกษา จัดเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียน ระหว่างนี้ ศธ.และสธ.จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซักซ้อมความเข้าใจการฉีดวัคซีนและการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง
วันที่ 17-22 กันยายน  โรงเรียน สถานศึกษา จัดประชุมทำความเข้าใจ ให้ข้อมูลกับผู้ปกครองในการฉีดวัคซีนให้เด็ก 12-18 ปี
วันที่  21-24 กันยายน    สถานศึกษาเชิญผู้ปกครองลงนามแจ้งความประสงค์ (ยินยอม) ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีน อย่างไรก็ตามหาก สธ.จัดทำแบบสำรวจและใบยินยอมบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับนักเรียน/นักศึกษาเสร็จแล้ว ศธ.จะเร่งเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อให้สถานศึกษานำไปให้ผู้ปกครองกรอกต่อไป
วันที่  25 กันยายน     โรงเรียน สถานศึกษา นำส่งบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์ แก่ ผู้อำนวยการ สพท. หรือ อศจ. แล้วนำส่ง ศธจ.
วันที่ 26 กันยายน      ศธจ. ,ผู้อำนวยการ สพท. ,อศจ. ,ผู้แทนหน่วยงานการศึกษาในจังหวัดประชุมสรุปจำนวนและรายชื่อนักเรียนเพื่อนำส่งสาธารสุขจังหวัด
วันที่ 28-30 กันยายน สาธารสุขจังหวัดวางแผนการรับวัคซีนและกำหนดการฉีดวัคซีนรายโรงเรียน
วันที่ 1 ตุลาคม          โรงเรียน สถานศึกษา รับทราบกำหนดการและจัดเตรียมสถานที่
วันที่ 4 ตุลาคม          เริ่มการฉีดวัคซีนแก่นักเรียน

“ในเดือนกันยายน และตุลาคม จะมีวัคซีนเพียงพอให้เด็กอายุ 12-18 ปี ที่อยู่ในระบบการศึกษาทั้งในและนอกสังกัด ศธ. ประมาณ 4.3 ล้านคน ดังนั้น วัคซีนที่ได้รับมาเพียงพอสำหรับการฉีดทั้ง 2 เข็มให้กับนักเรียน หากเด็กได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 วันช่วงสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม จะสามารถฉีดเข็มที่ 2 ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมได้ ซึ่งจะทำให้การเปิดเรียน On-Site ในภาคเรียนที่ 2 วันที่ 1 พฤศจิกายน มีความเป็นไปได้มากขึ้น” นายสุภัทร กล่าว

นอกจากฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนแล้ว ศธ.ประสานขอให้ สธ.เร่งฉีดวัคซีนให้ครูครบทุกคน จากข้อมูลขณะนี้พบว่าครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสักัดรัฐและเอกชน ได้รับวัคซีนไปแล้ว 72% เหลือประมาณ 1.7 แสนคน ที่รอฉีดวัคซีนอยู่ โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิกาน หารือกับกรมควบคุมโรคไปแล้ว โดยขอให้กรมควบคุมโรคจัดสรรการฉีดวัคซีนให้ครูควบคู่กับการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนไปด้วย เพื่อให้ทุกคนในโรงเรียนมีความปลอดภัย

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน ต้องการให้เปิดเรียน On-Site หรือเรียนที่โรงเรียนได้ จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะครูสร้างความเข้าใจให้ผู้ปกครอง เพื่อให้นักเรียนได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ยิ่งฉีดได้มากเท่าไหร่โอกาสที่เด็กจะได้รับความปลอดภัยก็จะมีมากเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนให้เด็กต้องได้รับความสมัครใจจากผู้ปกครองด้วย เชื่อว่าถ้าเด็กรุ่นแรกที่ได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ และได้รับเข็ม 2 ช่วงสิ้นเดือนตุลาคม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดเรียน On-Site ที่โรงเรียนในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ได้ และจะสามารถทยอยเปิดเรียนแบบ On-Site ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เมื่อโรงเรียนเป็นฐานในการฉีดวัคซีน และจังหวัดเป็นผู้ออกแบบวางแผนการจัดสรรวัคซีน จึงทำให้หน่วยงานระดับจังหวัดมีความสำคัญอย่างมาก ต้องเชื่อมโยงจัดสรรการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด หากจังหวัดไหนทำได้อย่างมีแประสิทธิภาพ จังหวัดนั้นก็จะควบคุมการระบาดของโรคได้ง่าย การเรียน On-Site ก็จะเกิดได้เร็วมากขึ้น ดังนั้น จึงขอฝากทุกหน่วยงานร่วมมือกันให้ความรู้ความเข้าใจและรณรงค์ให้ผู้ปกครองผลักดันให้เด็กได้รับวัคซีนมากที่สุดเพื่อให้เด็กได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนอย่างปลอดภัย” นายอัมพร กล่าว

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอื่นในหมวด