สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : เอกชนโวยรังนกสัมปทานถูกขโมยเกลี้ยงถ้ำ จ.พัทลุง

หลังจาก 10 ปีก่อน เคยมีข่าวความขัดแย้งสัมปทานรังนกนางแอ่นเกาะสี่-เกาะห้า จังหวัดพัทลุง มีการยิงคนร้ายขโมยรังนกนางแอ่นนับสิบศพ ก่อนมีการแก้ปัญหา เปิดสัมปทาน จนเหตุการณ์คลี่คลาย ล่าสุด ช่วงมีการเปิดประมูลสัมปทานรอบใหม่ แต่มีช่องโหว่ คนร้ายลุยขโมยรังนกทุกถ้ำจนเกือบหมด ลงสนามข่าวกับคุณ เตชะวัฒน์ สุขรักษ์

หลังคณะกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่น จังหวัดพัทลุง ประกาศให้สัมปทานรังนก หมู่เกาะสี่-เกาะห้า ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เป็นเวลา 5 ปี แทนสัญญาสัมปทานเดิมที่หมด เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ซึ่งบริษัท สยามเนสท์ 2022 จำกัด ชนะประมูลครั้งที่ 9 ด้วยเงินค่าสัมปทาน 400 ล้านบาท จากราคากลาง 360 ล้านบาท พร้อมทำสัญญาทันที เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา

และทันทีที่ได้รับสัมปทาน ทางบริษัทฯ ก็ส่งตัวแทนไปตรวจสอบถ้ำต่าง ๆ กลับพบว่ารังนกหายเป็นจำนวนมาก ล่าสุด ได้ส่งคนงานกว่า 60 คน เข้าไปสำรวจถ้ำ 6 แห่ง จากทั้งหมด 107 แห่ง ปรากฏว่า รังนกนางแอ่นหายไปเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะถ้ำลื่น บนเกาะรูซิ้ม และถ้ำทุ่งเตี้ยใหญ่ ที่เป็นถ้ำขนาดใหญ่ แต่เดิมใช้เวลาเก็บรังนก ไม่ต่ำกว่า 5 วัน แต่ครั้งนี้เพียงแค่ 2 วัน ก็จัดเก็บได้หมด ได้รังนกขาว เพียงแค่ 8.75 กิโลกรัม และรังนกดำ ได้เพียง 38.59 กิโลกรัมเท่านั้น จึงแปลกใจรังนกหายไปไหน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ในช่วงรอยต่อก่อนได้รับสัมปทาน นับตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน ถึงวันที่ 13 สิงหาคม รวม 88 วัน มีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ดูแลรักษาความปลอดภัย ป้องกันการขโมยรังนก

คนงานที่ไปเก็บรังนก ยังไปพบหลักฐานกองไฟในถ้ำหลายจุด และพบอุปกรณ์จัดเก็บรังนก เชือกหลากหลายขนาด รวมทั้งขยะจำพวกอาหารกระป๋อง ขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง ที่สำคัญไปพบกระดาษบันทึกหมายเลขบัญชีธนาคาร และหมายเลขโทรศัพท์ตำรวจนายหนึ่ง สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ถูกวางทิ้งไว้ ส่วนที่บริเวณโขดหิน จุดขึ้นเรือ พบเสื้อชูชีพ เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนจังหวัดพัทลุง 1 ตัว เช่นเดียวกับเกาะตาโส เกาะยายโส ใกล้เกาะสี่-เกาะห้า ก็พบขยะจำนวนมาก

ตัวแทนบริษัทดังกล่าว บอกว่า มูลค่ารังนกในถ้ำระหว่างรอประมูล ไม่ต่ำกว่า 40-50 ล้านบาท ซึ่งพฤติกรรมคนร้ายแก๊งนี้โหดเหี้ยมมาก ที่จุดกองไฟเพื่อสร้างมลพิษ ใช้ควันไฟไล่แม่นกนางแอ่น อีกทั้งช่วงนี้เป็นฤดูฟักไข่ จึงทำให้ลูกนกตายจำนวนมาก และจากการประเมินถ้ำ 7 แห่ง จะมีรังนก 500,000-600,000 รัง แต่ละรังมีลูกนกเฉลี่ยรังละ 2 ตัว เท่ากับทำลายลูกนกมากกว่าล้านตัว ทั้งนี้ นกนางแอ่น 1 ตัว จะสร้างรายได้ในช่วงระยะเวลา 7 ปี ได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายหลายพันล้านบาท และส่งผลระยะยาว เนื่องจากแม่นกนางแอ่น ได้ย้ายถิ่นฐานจากถ้ำ ไปทำรังในบ้านรังนกของชาวบ้าน เพราะปลอดภัยมากกว่า

ส่วนจุดที่ถูกขโมยรังนกมากที่สุด คือ ถ้ำทุ่งเตี้ยใหญ่ ซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ก็แปลกใจว่าขโมยได้อย่างไร ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ปากถ้ำ ทำให้ประจักษ์ว่าผู้ก่อเหตุไม่ใช่ใครอื่นไกล หากไม่มีคนในรู้เห็นเป็นใจ อีกทั้ง ผู้ที่เข้าพื้นที่ดังกล่าวได้ ก็ต้องเชี่ยวชาญการเก็บรังนก ที่อยู่ตามผนังถ้ำสูง ซึ่งหากตำรวจสืบสวนจริงจัง ก็มั่นใจจะว่าหาตัวคนร้ายได้ไม่ยาก

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ต้องเรียกประชุมด่วน เพราะเรื่องดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อจังหวัดเป็นอย่างมาก โดยระหว่างการประชุม ทางป้องกันจังหวัดพัทลุง ยังรายงานว่าเหตุการณ์ปกติ แต่กลับขัดแย้งกับรายงานฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ที่ว่าพบรังนกสูญหายจนหมด และช่วง 88 วัน พบมีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่ที่ไปเฝ้าบนเกาะ วันละประมาณ 56,000 บาท รวมงบประมาณทั้งหมดเกือบ 5 ล้านบาท แต่รังนกก็ยังสูญหาย ซึ่งขณะนี้ ได้สั่งสอบสวนแล้ว หากพบเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องดำเนินคดีเด็ดขาด ส่วนบริษัทที่ได้รับสัมปทาน หากไม่พอใจเรื่องใด ส่งเรื่องให้คณะกรรมการฯ พิจารณาได้

ทั้งนี้ แหล่งข่าววงการรังนกนางแอ่นภาคใต้ ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า รังนกที่ถูกขโมยไปจากเกาะสี่-เกาะห้า นั้น ผู้บงการได้สั่งการให้คนของตัวเอง กระจายกันทยอยนำไปขาย ในตลาดมืดที่จังหวัดสงขลา ในราคากิโลกรัมละไม่เกิน 12,000 บาท ทั้งที่ราคารังนกถ้ำ ปกติเกรดเอ กิโลกรัมละ 50,000-120,000 บาท โดยแม่ค้ารับซื้อคนหนึ่ง เป็นถึงภรรยานายตำรวจนายหนึ่งในจังหวัดสงขลา

สำหรับเกาะสี่-เกาะห้า เคยถูกขนานนามเป็นเกาะมิคสัญญี ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะมีผลประโยชน์รังนกนางแอ่นมหาศาล ซึ่งปี 2535 ผู้ดูแลความปลอดภัยบนเกาะ สังหารคนร้ายขโมยรังนกเสียชีวิตกว่า 10 คน ปี 2537 มีการปล้นรังนกจากคนร้าย จนฆ่ากันเสียชีวิตอีก 4 คน และเหตุการณ์สำคัญ กลางดึก วันที่ 28 ตุลาคม 2550 คนร้ายล่องเรือหางยาวใช้อาวุธปืนอากา ยิงถล่มนายกองการบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก ในขณะนั้น จนเสียชีวิต ซึ่งปัญหารังนกสูญหายที่เกิดขึ้น อาจทำให้รัฐต้องเสียค่าโง่อีกครั้งก็เป็นได้