ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : Home Isolation ส่งต่อ รพ.สิชล เอื้อประโยชน์?

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ ชวนท่านผู้ชมไปตรวจสอบ การส่งต่อผู้ป่วยที่รักษาในระบบ Home Isolation ที่ สปสช. ส่งให้โรงพยาบาลสิชล ดูแลมากถึงกว่า 30,000 เคส จนถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการเอื้อประโยชน์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ติดตามกับ คุณสมจิตต์ นวเครือสุนทร

จากข้อมูลของ สปสช. ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม จนถึงวันนี้ มีผู้ป่วยโควิด-19 เข้าสู่บริการ Home Isolation ในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว 95,132 คน หากคิดค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อวัน 1,000 บาท ดูแลผู้ป่วยเป็นเวลา 14 วัน คิดเป็นเงิน 14,000 บาทต่อคน เท่ากับต้องจ่ายงบประมาณรักษาพยาบาลในส่วนนี้ 1,331,848,000 บาท

การส่งต่อผู้ป่วยไปให้หน่วยบริการของ สปสช.ดูแล จึงถูกจับจ้อง เพราะมีเงินจำนวนไม่น้อยเข้ามาเกี่ยวข้อง ล่าสุดมีการตั้งข้อสังเกตว่า สปสช.ส่งต่อผู้ป่วยในระบบ Home Isolation ให้โรงพยาบาลสิชล มากกว่า 30,000 เคส จนเกิดคำถามว่า เอื้อประโยชน์ให้กันหรือไม่

ขณะที่ผู้บริหาร สปสช.และโรงพยาบาลสิชล ให้ข้อมูลตรงกันถึงสาเหตุที่โรงพยาบาลสิชล รับเคสดูแลผู้ป่วยมากกว่าที่อื่นว่า เป็นเพราะในช่วงเวลานั้นมีผู้ป่วยจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุข จนมีการปรับวิธีการดูแลผู้ป่วยให้เข้าระบบ Home Isolation แต่หน่วยบริการที่จะเข้าร่วมโครงการในขณะนั้นยังมีน้อย โรงพยาบาลสิชล จึงเข้ามาช่วยเสริม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น โดยรับผู้ป่วยไว้ดูแลราว 6,000 เคส ไม่ได้มากกว่า 30,000 เคสตามที่มีการกล่าวหา

ในรายงานผลการดำเนินงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ปีที่แล้ว ถึง 31 มีนาคม ปีนี้ มีการเตรียมงบประมาณสำหรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 และค่าบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับเดือนมกราคม-กันยายน ปีนี้ รวม 17,322 ล้านบาท มีผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจคัดกรอง 2.14 ล้านครั้ง จากเป้าหมาย 4.53 ล้านครั้ง ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษา 96,013 ครั้ง จากที่คาดการณ์ไว้ 55,644 ครั้ง ถึง 57.95%

งบประมาณที่ต้องใช้สำหรับรับมือโควิด-19 คงต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก ตราบใดที่โควิด-19 ยังลามไม่เลิก จะลดความสูญเสีย ทั้งชีวิตและเงินแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องช่วยกัน