สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : ร้องกองปราบปราม เอาผิดศูนย์บำบัดยาเสพติด ค้ามนุษย์

ผู้เสียหายที่เคยเข้ารับการบำบัดในศูนย์สงเคราะห์บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด วัดท่าพุราษฎร์บำรุง จังหวัดกาญจนบุรี เข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องฐานร่วมกันค้ามนุษย์ หลังพบพฤติการณ์ทั้งจัดหา, นำพา, เรียกรับผลประโยชน์ และกักขังทรมาน ไปลงสนามข่าวนี้กับคุณอภิเอก บัลลังก์โพธิ์

นายจีรพันธ์ แสงขาว หรือ หมอปลา พร้อมด้วย นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความ พาผู้เสียหายประมาณ 10 คน ที่เคยเข้ารับการบำบัดรักษาอาการติดยาเสพติด จากศูนย์สงเคราะห์บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด วัดท่าพุราษฎร์บำรุง อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์

หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนเข้ารับการบำบัดในศูนย์บำบัดดังกล่าวมานานกว่า 9 เดือน ก่อนเข้าได้รับการเอกซเรย์ปอดเพียงอย่างเดียว ไม่มีการตรวจเลือดหาสารเสพติดตามขั้นตอนแต่อย่างใด ส่วนการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็ไม่ต่างจากติดคุก ได้กินข้าววันละ 1 มื้อ ทั้งที่ครอบครัวส่งเงินค่าอาหารให้ตามปกติ ต้องตื่นนอนตั้งแต่ 03.00 น. เพื่อทำวัตรสวดมนต์ หากเสียงสวดมนต์ดังไม่พอ ไม่ถูกใจเจ้าหน้าที่ ก็จะถูกลงโทษไม่ให้กินอาหารเช้า หากมีหน่วยงานภายนอกเข้าไปตรวจสอบผู้ที่เข้ารับการบำบัด ก็ไม่สามารถชี้แจงหรือพูดอะไรได้ เพราะเกรงว่าจะถูกทำโทษหนักกว่าเดิม

ขณะที่ นายไพศาล ระบุว่า จากพฤติการณ์ของสถานบำบัดดังกล่าว เข้าข่ายเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ มีการทำเป็นขบวนการตั้งแต่จัดหาผู้บำบัด, การนำพา, การเรียกรับเงินผลประโยชน์, กักขังทรมานทำร้ายทุบตี และพบข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เคยมีผู้เสียชีวิตหลังเข้ารับการบำบัดในศูนย์ดังกล่าว 2-3 คน และเหตุการณ์นั้นไม่มีการชันสูตรพลิกศพด้วย ส่วนผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องพบว่ามีข้าราชการตำรวจหลายจังหวัด โดยเฉพาะในจังหวัดกาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด มีอาสาสมัครในจังหวัดกาญจนบุรี ที่นำผู้เสพยาเข้ารับการบำบัดและเรียกรับผลประโยชน์ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้เข้ารับการบำบัดบางรายก็ไม่ได้เป็นผู้เสพยาเสพติด แต่เป็นผู้ต้องหาคดีทำร้ายร่างกาย หรือคดีทะเลาะวิวาททั่วไป จึงต้องการให้กองปราบปรามรับดำเนินคดี

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้รับคำร้องทุกข์ดังกล่าวไว้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว

ส่วนประเด็นต่าง ๆ ที่มีการร้องเรียนและลงพื้นที่ไปตรวจสอบเกี่ยวกับศูนย์บำบัดฯ ดังกล่าว ผู้กำกับการ สภ.ด่านมะขามเตี้ย ยืนยันว่า ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ต้องแยกข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ โดยประเด็นของผู้บำบัดฯ อายุ 21 ปี ที่เข้ารับการบำบัดรักษาด้วยความสมัครใจเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน แล้วอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย จากการตรวจสอบข้อมูลไม่พบการทำร้ายร่างกายตามที่เป็นข่าว มีเพียงการทำโทษลักษณะครูตีนักเรียน ส่วนร่องรอยที่พบตามร่างกายเกิดจากโรคผิวหนัง และหลังจากครอบครัวของผู้บำบัดฯ มาร้องเรียนกับพนักงานสอบสวนว่า ต้องการพาตัวผู้บำบัดฯ ออกจากศูนย์ฯ ตำรวจก็ช่วยดำเนินการให้ และไม่พบการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่พบผู้เสียชีวิต 2 คน ในศูนย์บำบัด พบว่าคนแรกเป็นชายอายุ 26 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้ร่วมทำการชันสูตรกับแพทย์ และแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตเพราะปอดติดเชื้อ ส่วนอีกคนเป็นชายอายุ 39 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 กันยายน แพทย์วินิจฉัยแล้วลงความเห็นว่า เสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลว ยืนยันว่า ทั้ง 2 คดี มีการชันสูตรพลิกศพตามกระบวนการปกติ ส่วนเรื่องที่พบความผิดปกติอื่น ๆ มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ

ขณะที่ พระชาญวิทย์ ชิตมาโร พระเลขาเจ้าอาวาสวัดท่าพุราษฎร์บำรุง ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ด่านมะขามเตี้ย เพื่อขอใบมรณบัตรให้กับอดีตเจ้าอาวาส ก่อนจะเข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์บำบัดฯ ที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอด่านมะขามเตี้ย นานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะเปิดเผยถึงเรื่องราวต่าง ๆ เป็นครั้งแรก ยอมรับว่าตอนนี้ทำอะไรไม่ถูก เพราะเจ้าอาวาสเพิ่งมรณภาพได้ไม่นาน ต้องจัดการเรื่องงานศพของเจ้าอาวาสก่อน ส่วนการปิดศูนย์บำบัดฯ อยู่ในขั้นตอนรอคำสั่งและเอกสารที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องส่งมาเป็นทางการ ส่วนผู้ที่มาบำบัดและสมัครใจอยู่ที่วัดต่อนั้น ยืนยันว่าจะดูแลให้เต็มที่ตามสมควร

สำหรับผู้เข้ารับการบำบัดที่ย้ายตัวมาจากศูนย์สงเคราะห์บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด วัดท่าพุราษฎร์บำรุง ที่เหลืออยู่ในโรงพยาบาลสนาม ภายในค่ายฝึกนักศึกษาวิชาทหารเขาชนไก่ ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เวลานี้เหลือประมาณ 50 คน เท่านั้น หากหลังจากนี้อีก 2-3 วัน ไม่มีญาติหรือคนในครอบครัวมารับไปเข้ารับการบำบัดที่อื่น เจ้าหน้าที่จะประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. เข้าไปดูแลต่อไป