News

สุชาติ โต้เดือด“ผมรู้จักกาลเทศะ”ไม่เคยแม้แต่คิดเสนอชื่อปรับครม.โดยไม่ผ่าน “พปชร.”

วันนี้ (24 ก.ย.64) นายสุชาติ  ชมกลิ่น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ   กล่าวถึงกระแสข่าว ที่ระบุว่า ตนได้เสนอชื่อ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี และ นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี ให้กับนายกรัฐมนตรีพิจารณาปรับครม.แทนตำแหน่งที่ว่าง จนทำให้ ส.ส.ในพรรคแสดงความไม่พอใจเพราะไม่ผ่านมติพรรค  โดยยืนยัน ว่า “ผมเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะ รู้ว่าตัวเองอยู่แค่จุดไหน เป็นแค่กรรมการบริหารพรรค ส่วนหน้าที่ในการปรับครม.เป็นเรื่องของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กับท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่เคยคิด ให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้ ว่า ไม่เคยเสนอ และไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครทั้งสิ้น”

นายสุชาติ ระบุว่า ผมไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ และไม่เคยมีความคิดแบบนี้ อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร “ท่านเป็นคนที่ให้โอกาสและผมก็รักท่าน เปรียบเหมือนพ่อของผม ถามว่าจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร ซึ่งหลังมีกระแสข่าว ผมได้รายงานกับ พล.อ.ประวิตรแล้ว “ท่านรู้นิสัยผม เป็นคนตรงๆ ชัดเจน ยืนยันตั้งแต่ 2 ตำแหน่งว่างลง ผมไม่เคยคุยกับทั้ง พล.อ.ประวิตร หรือนายกรัฐมนตรี นี่ไม่ใช่หน้าที่ของผม และคนในพรรคมีคุณสมบัติเพียบพร้อมจำนวนมาก ทุกอย่างเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค และต้องผ่านมติพรรค”

ส่วนมองว่าข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองภายในพรรคหรือไม่ นายสุชาติ เลี่ยงที่จะตอบ แต่ขอถามกลับไปยังคนปล่อยข่าวนี้ว่าต้องการอะไร และระเบิดลูกนี้ที่โยนมามีจุดประสงค์อะไร เมื่อถามย้ำว่ามีขบวนการพยายามเลื่อยขาเก้าอี้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านเบื่อ กับ “นักการเมืองที่ชอบสร้างขึ้นมา ก่อไฟเอง ดับไฟเอง พร้อมย้ำว่า วันนี้เป็นช่วงสถานการณ์ที่เราต้องรวมพลังสู้ปัญหาโควิด-19 เศรษฐกิจ เราต้องมีความสามัคคีเป็นหลัก ผมไม่คิดไปทะเลากับใคร และใครคิดว่าเป็นเรื่องจริงก็สามารถมายืนยันกับผมได้”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าจะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อทบทวนตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาพรรคทั้งหมดนั้น นายสุชาติ บอกว่า ยังไม่ทราบ และยังไม่เห็นคนที่ให้ข่าวมานี้ แต่ขอย้ำเรื่องการเสนอชื่อใครเป็นรัฐมนตรี “เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคกับนายกรัฐมนตรี ที่เสนอตามกระบวนการ เพราะท่านคุยทุกวันอยู่แล้ว ขณะที่สถานะของเราเป็นใคร เป็นแค่กรรมการบริหารพรรคคนเดียว เรามีสิทธิ์ไปพูดแบบนั้นได้อย่างไรในความเป็นจริง”