ข่าวในพระราชสำนัก

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านสารคดีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม 2564

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ที่อาศัยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ด้วยทรงตระหนักถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติเป็นสำคัญ หากพสกนิกรทุกหมู่เหล่าสามารถพึ่งพาตนเองได้ ย่อมส่งผลให้ประเทศชาติสามารถพัฒนาให้เจริญรุดหน้าได้อย่างมั่นคง 

เพื่อให้ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงความทุกข์ยากของราษฎรในแต่ละพื้นที่อย่างถ่องแท้ จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อทอดพระเนตรสภาพปัญหาต่าง ๆ ด้วยพระองค์เอง ทำให้ทรงทราบถึงความต้องการของที่แท้จริงราษฎร และสามารถพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด โดยทรงเริ่มตั้งแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต จนถึงการวางรากฐานการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน

ด้วยทรงตระหนักถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน เช่นเดียวกับโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ที่เปิดโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กกำพร้าและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทรงคิดค้นแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน ควบคู่การช่วยเหลือชาวเขาตามหลักมนุษยธรรม ทรงก่อตั้งโครงการหลวง เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชผักและไม้ผลเมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่นบนดอยสูง สามารถขจัดต้นตอของปัญหายาเสพติดให้หมดไป เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่สูงแบบยั่งยืน หรือโครงการหลวงโมเดล มีผลประจักษ์ที่นานาประเทศล้วนสดุดี   

ทรงจัดการปัญหาภัยแล้งผ่านโครงการฝนหลวง มีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานสนองพระราชดำริปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อป้องกันและบรรเทาสภาวะแห้งแล้ง ช่วยให้เกิดฝนตามธรรมชาติ สามารถป้องกันและบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับการบริโภค อุปโภค และการเกษตร เป็นโครงการที่ช่วยเหลือเกษตรกร และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ทรงก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นศูนย์รวมของการศึกษาค้นคว้า ทดลอง วิจัย และแสวงหาแนวทางและวิธีการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และการประกอบอาชีพของราษฎรที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศนั้น ๆ เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต มีรูปแบบการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว หรือ One Stop Services เพื่อความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ตลอดจนพระราชทานแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปแบบการบริหารดินและน้ำ ในพื้นที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ผู้สนใจได้ศึกษาและนำไปปรับใช้

ทรงตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ การทำเกษตรกรรม ประมง และปศุสัตว์ จึงทรงจัดตั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำจำนวนมาก เพื่อให้เกษตรกรซึ่งเป็นกำลังหลักของชาติมีน้ำเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพตามความถนัด โดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสภาพพื้นที่ ตลอดจนทรงติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรทั่วประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพสุจริตเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

ทรงแก้ไขปัญหาน้ำท่วมผ่านโครงการแก้มลิงและโครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนมีพระราชดำริให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศ หรือ กังหันน้ำชัยพัฒนา และจัดทำโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย สะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลในการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

ที่สำคัญคือ ได้พระราชทานแนวพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่คนทุกระดับสามารถนำมาปรับใช้ ด้วยเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง ตั้งมั่นบนความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี "สติ ปัญญา และความเพียร" ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง

วันนี้ ทุกพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานต่อเนื่องและยาวนาน ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มูลนิธิ และหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน และทุกแนวพระราชดำริที่ได้พระราชทานไว้ยังคงตราตรึงในใจไทยทุกดวง

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง