ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : 2 ปีที่รอคอย รังนกบ้าน ยังอยู่ ใต้ดิน

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ ชวนท่านผู้ชมตรวจตลาดรังนก ธุรกิจหมื่นล้านจาก "รังนกถ้ำ" สู่ "รังนกบ้าน" จากใต้ดิน สู่บนดิน มีอะไรที่ต้องเร่งปรับปรุง ไปติดตามกับคุณสมจิตต์ นวเครือสุนทร

มีการประเมินมูลค่าของตลาดรังนกดิบในประเทศไทยว่าอาจสูงราว 20,000-30,000 ล้านบาท และน่าจะสูงกว่าเป็นเท่าตัว หากมีการเร่งรัดออกข้อบัญญัติและระเบียบมารองรับเนื้อหาในมาตรา 14 ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ที่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการบ้านรังนกขึ้นทะเบียนได้มา 2 ปีแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีบ้านรังนกใดที่สามารถขึ้นทะเบียนได้ตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้คาดว่ามีมากกว่า 20,000 หลัง ผลผลิตอยู่ที่ราว 150 ตันต่อปี ในแต่ละปีมีมูลค่าการประมูลผ่านตลาดในประเทศกว่า 3,000 ล้านบาท

จากข้อมูลของ อาจารย์เกษม จันทร์ดำ นักวิจัยมานุษยวิทยา ที่ศึกษาเรื่องนกแอ่นกินรังมาหลายสิบปี พบว่ามีแหล่งตึกรังนกมากถึง 74 จังหวัด ครอบคลุมทั่วทุกภาคในประเทศไทย และเชื่อว่าหากตึกรังนกถูกกฎหมายในทุกมิติได้เมื่อไหร่ "รังนกถ้ำ" จะคลายความสำคัญลง ซึ่งเริ่มเห็นภาพแล้วจากกรณีหลายพื้นที่ไร้ผู้เข้ายื่นซองประมูลสัมปทาน

สำหรับราคาของรังนกบ้าน ถูกกว่ารังนกถ้ำสามเท่า ซึ่งถือว่าเป็นคนละตลาดกัน และหากมีการส่งเสริมให้ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายได้ ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าขยายส่วนแบ่งตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น

ความล่าช้าในการออกกฎระเบียบ หรือแก้ไขกฎหมาย ไม่เพียงทำให้ประเทศชาติเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลกระทบทำให้เกิดความขัดแย้งในชุมชน ระหว่างผู้ทำบ้านนกกับเพื่อนบ้านด้วย รัฐบาลจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ขณะที่ผู้ทำบ้านนกก็ต้องพึงระลึกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ก่อนที่จะเรียก นกแอ่นกินรัง ที่เปรียบเปรยกันว่า เป็นทองคำขาวเข้าบ้าน ต้องคำนึงเสมอว่าไม่ควรไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น