สนามข่าว 7 สี

ธปท.ชี้แจง เร่งตรวจธุรกรรมตัดเงินผิดปกติ

เรียกว่าสร้างความระส่ำให้ผู้ใช้บัญชีธนาคารในไทย เมื่อมีผู้ใช้บัญชีธนาคารจำนวนมากร้องเรียนว่า เงินฝากในบัญชีล่องหนหายไปมากน้อยแตกต่างกัน โดยที่เจ้าของบัญชีไม่รู้เรื่อง เบื้องต้นธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจแล้วพบเป็นลักษณะถูกแฮกบัญชีธนาคารผ่านบัตรเครดิต ตัดเงินบัตรเครดิต คาดว่ามีผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อหลายหมื่นคน

เรื่องนี้แดง หลังผู้เสียหายไม่ใช่เพียงคนเดียว ได้แชร์เรื่องราวลงในสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งในเพจเฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ โดยระบุว่าเงินฝากในบัญชีล่องหนหายไป อย่างผู้เสียหายรายนี้ เผยว่าจู่ ๆ เงินในบัญชีก็ถูกหักไปจำนวนหลายครั้ง ๆ แต่ครั้งละไม่มาก โดยมีข้อความระบุว่าเป็น "ค่าชำระสินค่าผ่าน EDB" หมายถึงรูดผ่านบัตรเดบิต เงินเริ่มถูกหักตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนกันยายน เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 250 กว่ารายการ แต่ละครั้งที่ถูกหักจำนวนจะไม่เท่ากัน มีจำนวน 37 บาท, 87.05 บาท และ 87.20 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบพบเงินถูกรูดทีละไม่มาก แต่จำนวนติดกันหลายครั้ง สรุปรวมเงินที่หายจากบัญชี ประมาณ 13,000 กว่าบาท บัญชีนี้เป็นบัญชีเปิดไว้เพื่อรับโอนเงินเดือนจากบริษัทที่ผู้เสียหายทำงานอยู่ และบัญชีไม่ได้ผูกไว้กับแอปพลิเคชันของธนาคาร แต่สงสัยว่าเวลาที่เงินถูกหักออกจากบัญชี ระบบไม่มีการแจ้งเตือน และไม่ว่า sms หรือ อีเมล ทำให้เขาไม่รู้ตัวเลย ผู้เสียหายรายนี้บอกว่า ทันทีที่ทราบเรื่องรีบอายัดบัตรเดบิต และแจ้งเรื่องกับธนาคารแห่งหนึ่ง เบื้องต้นเท่าที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ชี้แจงว่าบัญชีที่ทำรายการเป็นลักษณะรูดเงินซื้อ Items ในเกมออนไลน์

เช่นเดียวกับผู้เสียหายรายนี้ที่ออกมาโพสต์เรื่องราว ระุว่า "โดนเหมือนกัน ช่วงวันที่ 2-5 ตุลาคม 2564 เงินถูกหักจากบัญชีมากกว่า 300 รายการ" และต่อมาก็มีผู้เสียหายอีกจำนวนมากโพสต์ทำนองเดียวกัน บางรายระบุว่าเนื่องจากไม่มีแอปพลิเคชันผูกไว้กับธนาคาร ทำให้เวลาเงินในบัญชีมีการเคลื่อนไหว จึงไม่ทราบ รู้ตัวอีกทีตอนที่นำสมุดไปปรับกับธนาคาร ถึงทราบว่าเงินถูกหักหายไปโดยเจ้าตัวไม่รู้ว่าเงินถูกหักไปทำอะไร ซึ่งหลังจากทราบเรื่องได้นำเรื่องมาโพสต์เพื่อเตือนภัยให้ผู้อื่นได้รู้เท่าทันภัย และเร่งตรวจสอบบัญชีธนาคารของตนเอง ถ้าพบเงินฝากในบัญชีถูกหักหายไปโดยไม่รู้ที่มาที่ไป ต้องรีบแจ้งธนาคารโดยทันที

หลังจากที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย รับทราบปัญหานี้แล้ว ได้เรียกธนาคารต่าง ๆ ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยชี้แจงว่าจากการตรวจสอบกรณีการตัดเงินที่ผิดปกติ ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของลูกค้าจำนวนมาก ยืนยันเป็นรายการธุรกรรมชำระค่าสินค้า และบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ไม่ใช่แอปพลิเคชัน ดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว ขณะนี้ธนาคารเจ้าของบัตรได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้าแล้ว รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้ นอกจากนี้ ลูกค้าที่ตรวจสอบพบความผิดปกติของรายการธุรกรรมด้วยตนเอง สามารถติดต่อคอลเซ็นเตอร์ หรือสาขาของธนาคารผู้ออกบัตร เพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันการทำธุรกรรมในทันที และพร้อมจะดูแลลูกค้าด้วยความรับผิดชอบ

ด้านพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แนะนำให้ผู้เสียหายแจ้งไปยังธนาคารเพื่อทำการอายัดบัตร และปฏิเสธการชำระเงินค่าบริการทางออนไลน์ และทำการตรวจสอบรายการเดินบัญชี รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง และแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในทุกพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อทำการสืบสวนพิสูจน์ทราบถึงตัวผู้กระทำความผิด และนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ซึ่งการกระทำดังกล่าว นอกจากเป็นซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว ยังเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทศจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง