สนามข่าว 7 สี

คอลัมน์หมายเลข 7 : ตรวจสอบขยายผลงบประมาณ อปท. ปี 2565

คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ การตรวจสอบงบประมาณ และการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการเลือกตัวแทนเข้าไปพัฒนาท้องถิ่น โดยเริ่มกันที่การจัดสรรงบประมาณของเทศบาลตำบล และ อบต. ในปีงบประมาณ 2565 เป็นอย่างไร จะพัฒนาพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน

ปีงบประมาณ 2565 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดงบเงินอุดหนุนให้แก่เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล รวม 217,907 ล้านบาท ถูกปรับลดลงไป 384 ล้านบาท เหลือ 217,523 ล้านบาท ลดลงจากปี 2564 จำนวน 14,922 ล้านบาท หรือลดลง 6.42% เงินกว่า 2 แสนล้าน ฟังดูเหมือนมาก แต่เมื่อส่องเข้าไปถึงไส้ใน จะพบว่ากลวง ไม่ต่างอะไรจากงบประมาณประเทศ ที่งบส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ เหลืองบลงทุนเพียงน้อยนิด

ปีงบประมาณ 2565 งบประมาณเทศบาลตำบล และ อบต. แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำถึง 192,697 ล้านบาท หรือคิดเป็น 83.60% เหลืองบลงทุนเพียงแค่ 39,747 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.20 % เท่านั้น ขณะที่รายได้ท้องถิ่นมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบของพิษโควิด-19 ไม่แตกต่างจากการจัดเก็บรายได้ระดับชาติ

เมื่องบสำหรับลงทุนมีจำนวนน้อยนิด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลตำบล หรือ อบต. ต่างก็หันไปใช้เงินสะสมแทน โดยจากการตรวจสอบพบว่าเงินสะสม ณ วันที่ 30 กันยายนปีที่แล้ว หลังหักภาระผูกพัน และสำรองไว้ใช้จ่ายตามระเบียบฯแล้ว จะเหลือประมาณ 163,980 ล้านบาท มีการใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 28,686 ล้านบาท ณ วันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา คงเหลือเงินสะสมที่นำมาใช้จ่ายได้ประมาณ 135,294 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลวันที่ 30 กันยายน 2561 มีอยู่ 600,000 ล้านบาท เท่ากับลดลงไปมากถึง 443.48% ท่ามกลางความคลางแคลงใจของสังคมในการใช้เงินสะสม ซึ่งเป็นเสมือนเงินเก็บของท้องถิ่น ถูกใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ มีการตรวจสอบที่เข้มข้นเพียงพอหรือเปล่า เกิดรูรั่วจนนำไปสู่การทุจริตได้หรือไม่ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ท้องถิ่นมักใช้สเปกเดียวกัน

นับจากนี้ไปจนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน เป็นโอกาสสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ ที่จะได้หย่อนบัตรเลือกตั้งสมาชิก อบต.และนายกอบต.ทั้ง 5,300 แห่ง ซึ่งจะเป็นการกำหนดอนาคต การพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองด้วย

อีกประเด็น คุณผู้ชมคิดว่า อบต.ไหนร่ำรวยสุด และ อบต.แห่งไหนจนข้นแค้นที่สุด และปิดรับสมัครกันไปแล้ว สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต. ทั้ง 5,300 แห่งทั่วประเทศ จากนี้ไปผู้สมัครแต่ละคนก็คงจะเดินสายหาเสียงในตำบล ส่วนจะถึงฝั่งฝันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการลงคะแนนของพี่น้องประชาชนในวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ คือ คนเหล่านี้จะเป็นตัวแทนเข้าไปบริหารท้องถิ่น ซึ่งหากรวมงบประมาณของเทศบาลตำบลด้วยแล้ว ก็จะเป็นเงินมากกว่าสองแสนล้านบาทเลยทีเดียว การเลือกใครเข้าไปเป็นตัวแทน จึงมีความสำคัญที่จะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เพราะ อบต.ถือเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด

จากข้อมูลรายได้รวมเงินอุดหนุนของ อบต.ทั้ง 5,300 แห่ง ในปีงบประมาณ 2563 พบว่า อบต.บางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ มีรายได้สูงสุดรวม 638.75 ล้านบาท ต่ำที่สุดคือ อบต.แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีรายได้เพียงแค่ 15.91 ล้านบาทเท่านั้น หรือห่างกันกว่า 50 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ยต่อ อบต. 1 แห่ง จะอยู่ที่ 45.70 ล้านบาท โดยรายได้หลักของ อบต.มาจากหลายแหล่ง ทั้งจากที่ อบต.จัดเก็บเอง จากรัฐจัดเก็บให้ รายได้ที่รัฐแบ่งให้ และเงินอุดหนุนทั่วไป โดยรายได้ที่คาดหวังกันมากคือจาก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเพิ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว แต่หลังเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ทำให้มีการลดภาษีส่วนนี้ลง 90 %

มีข้อเสนอให้สังคายนาโครงสร้าง อบต. และการบริหารงบประมาณใหม่ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินและการพัฒนากระจายไปได้อย่างทั่วถึง

เงินทองมีจำกัด การหารายได้ในภาวะวิกฤต ไม่ใช่เรื่องง่าย การได้คนดี ใจซื่อ มือสะอาด มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน เข้าไปเป็นผู้บริหาร จึงมีความจำเป็น 28 พฤศจิกายนนี้ เป็นอีกหนึ่งโอกาสของคนไทย ที่จะใช้สิทธิอย่างสุจริต ไม่เลือกคนทุจริตเข้าไปปกครอง ร่วมสร้างจุดเปลี่ยนในตำบลของท่านด้วยตัวท่านเอง หยุดขายเสียง จุดเปลี่ยนประเทศ