7HDร้อนออนไลน์

เช็ก! 3 กลโกง รู้ทันมิจฉาชีพดูดเงินในบัตร

จากกรณีที่ประชาจำนวนมากถูกมิจฉาชีพล้วงข้อมูลส่วนตัวถอนเงินจากบัญชีธนาคารทีละเล็กทีละน้อย แต่ทำการถอนจำนวนหลายครั้งทั้งที่เจ้าของบัตรไม่ได้ทำการใช้จ่ายแต่อย่างใด

ล่าสุดวันนี้ (18 ต.ค.64) พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง พร้อมด้วย ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน ผบก.ตอท. และผู้ที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวในประเด็นดังกล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสาเหตุหลักคือ  “คนร้ายได้ข้อมูลเลขด้านหน้าบัตร และเลข 3 ตัว ด้านหลังบัตร (cvv)” จึงสามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมผ่านออนไลน์โดยไม่ต้องนำรหัส OTP มากรอกยืนยันการทำธุรกรรมดังกล่าว

สาเหตุที่มิจฉาชีพได้เลขดังกล่าวมามีอยู่ 3 ประการหลักๆ คือ

1.การผูกบัตรเดบิต/เครดิต ไว้กับแอปพลิเคชันซื้อ-ขายออนไลน์ต่างๆ ที่มีการให้กรอกเลขหน้าบัตร และ cvv หากแอปพลิเคชันดังกล่าวไม่มีการป้องกันข้อมูลลูกค้า หรือเป็นแอปฯ ที่ตรวจสอบได้ยากก็อาจจะทำให้เงินในบัตรถูกดูดออกไป

2. การหลอกลวงให้กรอกข้อมูลบัตร ข้อมูลส่วนบุคคลจากการ Phishing ที่มาในรูปแบบ SMS, E-mail, หรือ มาจากการเข้าเว็บไซต์ที่คนร้ายปลอมขึ้น ต่างๆ เช่น หลอกให้กรอกข้อมูลบัตรเพื่อจ่ายเงินค่าภาษีของเว็บไชต์

3.การขายข้อมูลในตลาดมืด เช่น บางครั้งเราหยิบบัตรเครดิตหรือเดบิตให้กับพนักงานร้านขายของเพื่อนำไปชำระเงินโดยที่เราไม่ได้เป็นผู้แตะบัตรเอง นั้นอาจเป็นช่องโหว่ทำให้มิจฉาชีพนำเลขหน้าบัตร และเลข cvv ไปขายข้อมูลบัตรในตลาดมืด

สำหรับวิธีการป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลคือ การระวังตัวไม่ให้ผู้อื่นรู้เลขบัตร เลี่ยงการผูกบัตรกับเว็บไซต์ที่ไม่จำเป็น  เช็กอย่างละเอียดก่อนกดลิงก์ที่ส่งเข้ามาจากข้อความหรืออีเมลต่างๆ และต้องพยายามเป็นผู้รูดบัตรหรือแตะบัตรด้วยตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานร้านค้าที่เราใช้บริการนำข้อมูลไปขายต่อในตลาดมืด

นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังแนะนำให้ทำการชำระด้วยวิธีการสแกนผ่านแอปฯ ธนาคาร หรือทำการโอนชำระค่าบริการโดยไม่ต้องให้ข้อมูลส่วนตัววิธีการนี้จะทำให้มิจฉาชีพแฮ็กข้อมูลยากขึ้น

อย่างไรก็ตามหากพบความผิดปกติสามารถแจ้งตรวจสอบหรืออายัดบัตรกับธนาคารผู้ออกบัตรได้ หรือมั่นใจว่าถูกมิจฉาชีพแฮกข้อมูลไปสามารถเข้าแจ้งความกับตำรวจได้ทุกท้องที่ให้ทำการตรวจสอบต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง