เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : เทียบคดีบาส มีดคู่ VS ลุงวิศวะ

เริ่มกันที่คดีของลุงวิศวะ หรือ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ ซึ่งเกิดเหตุเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี 2560 เขาพาครอบครัวเดินทางไปพักผ่อนที่บางแสน ขากลับกรุงเทพฯ แวะซื้อของฝากอันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุวิวาทที่นำไปสู่ความตายของ 1 ชีวิต จากกรณีมีรถตู้จอดซ้อนคันขวางทางทำให้เกิดการโต้เถียงกับกลุ่มวัยรุ่นคู่กรณี

เหตุการณ์ยังดำเนินต่อเนื่องไปบนท้องถนน 2 ฝ่าย ขับแซงกันไป-มากระทั่งกลุ่มวัยรุ่นจอดขวางดักหน้ารถ พูดท้าทายพร้อมชกไปที่หน้าของนายสุเทพ ก่อนที่นายสุเทพ จะลั่นไกยิงสวนออกไปจนทำให้ นายนวพล ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เจ้าของวลี "มึงจะรบหรือเปล่า" ถึงแก่ชีวิต

คดีนี้ใช้เวลาต่อสู้กันยาวนานถึง 4 ปี 4 เดือน ก่อนที่ศาลฎีกาจะพลิกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินจำคุกนายสุเทพ เป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากเห็นว่านายสุเทพ มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา พฤติการณ์ไม่ถือว่าเป็นการป้องกันตัว เนื่องจากสมัครใจเข้าไปมีส่วนร่วมทะเลาะวิวาท ทั้งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

คราวนี้มาดูคดีบาส มีดคู่ กันบ้าง เริ่มเปิดฉากจากคู่อริบุกไปหน้าบ้าน ปาอิฐ กระถางต้นไม้ ไม้กวาดเข้าบ้าน จนทำให้เจ้าตัวควงมีดคู่ ทั้งสปาต้าและมีดปลายแหลม วิ่งเข้าใส่อริ 6 คน เกิดเหตุตะลุมบอน จบลงที่เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บสาหัสอีก 1 คน ซึ่งในมุมมองของอดีตนายตำรวจที่ทำคดีอาชญากรรมมาตลอดชีวิต เห็นว่า 2 คดีนี้ มีความเหมือนตรงที่ผู้ตกเป็นจำเลยขาดความยับยั้งชั่งใจ แต่รูปคดีต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะกรณีลุงวิศวะ ที่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการป้องกันตัว เพราะอยู่ในรถซึ่งเป็นพื้นที่จำกัด เคลื่อนไหวร่างกายยาก เมื่อถูกทำร้ายร่างกาย การใช้อาวุธปืน จึงเป็นทางเดียวที่จะทำให้พ้นจากการถูกทำร้ายได้ ต่างจากบาส มีดคู่ ที่วิ่งออกไปพร้อมอาวุธเท่ากับสมัครใจวิวาท

หลายคนคงมีคำถามว่าหากเกิดเหตุจวนตัวแค่ไหนถึงเรียกป้องกันตัว เกินธงแบบไหนที่เรียกว่าเกินกว่าเหตุในทางกฎหมาย

ทีมข่าวของเราค้นข้อมูลเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่ตัดสินว่าเป็นการป้องกันตัว มีอยู่จำนวนมาก อาทิ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2553 "ผู้ตายใช้มีดอีโต้ไล่ฟันจำเลยมาแล้ว ต่อมาผู้ตายขับรถยนต์กระบะกลับมาที่บ้าน เหน็บอาวุธปืนพกลูกซองสั้นไว้ที่เอวด้านหน้า ขึ้นบันไดไปหาจำเลยที่ชั้นบนและร้องท้าทายให้จำเลยเอาอาวุธปืนมายิงกัน ถือว่ามีเจตนาจะเข้าไปใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายจำเลย จึงนับเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลย แม้ ย. และ ท. ซึ่งอยู่ใต้ถุนบ้านจะไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชั้นบน แต่ ย. และ ท. ได้ยินเสียงตึงตังโครมครามและได้ยินเสียงจำเลยร้องให้ช่วยก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น อันแสดงว่าเมื่อผู้ตายขึ้นไปพบจำเลยแล้วมีการต่อสู้กัน จำเลยจึงชอบที่จะใช้สิทธิป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายของผู้ตายได้ การที่จำเลยยิงปืน 2 นัด แต่ลูกกระสุนปืนถูกผู้ตายเพียงนัดเดียว เมื่อผู้ตายถูกยิงแล้ว จำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายอีก จึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด"

สิ่งที่สังคมควรได้เรียนรู้จาก 2 คดีนี้ คือ คดีของลุงวิศวะ จากการยิงปืนออกไปนัดเดียวต้องทนทุกข์กับการสู้คดียาวนานถึง 4 ปี 4 เดือน ส่วนครอบครัวคู่กรณีสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ขณะที่คดีบาส มีดคู่ ยังไม่รู้ปลายทางคดีจบที่ใด ต้องต่อสู้ยาวนานแค่ไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ความสูญเสียของ 2 ครอบครัว อีก 1 ครอบครัวยังต้องลุ้นอาการผู้บาดเจ็บว่าจะหายดีหรือไม่

ดีที่สุดเมื่อเกิดเหตุ คือ สติ และการยับยั้งชั่งใจ เพื่อไม่ให้ต้องมาเสียใจในภายหลัง