เจาะประเด็นข่าว 7HD

ผูกบัตรเครดิต-เดบิตซื้อของออนไลน์เสี่ยงสูญเงิน แจง ไม่มีแอปฯ ดูดเงิน - แนะ 5 วิธีป้องกันภัยทางไซเบอร์

โดยปัญหาดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่าน เฟซบุ๊กแฟนเพจ Drama-addict ว่าลูกค้าธนาคารแห่งหนึ่ง ถูกหักเงินผ่านบัญชีบัตรเดบิตเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่นับร้อยครั้ง บางรายมากถึง 470 ครั้ง และพบมีผู้ประสบเหตุในลักษณะเดียวกันเป็นจำนวนมาก ทุกคนโดนแบบเดียวกันหมด คือจู่ๆ ก็ถูกหักเงินจากบัตร แล้วขึ้นรายละเอียดว่า ชำระเงินผ่าน EDC หรือ เครื่องรูดเงินแล้ว โดยรวมๆ กันก็ไม่น้อย บางคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นมิจฉาชีพที่แฝงตัวอยู่ในกูเกิ้ล ค่อยๆ ดูดเงินออกไป โดยเงินจะหายไปทีละนิดๆ หากผิดสังเกตให้แจ้งธนาคารด่วน ไม่อย่างนั้น เงินถูกดูดเงินหมดบัญชี บางคนรวบรวมข้อมูลพบว่า ผู้ที่ประสบเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน รวมๆ แล้วหลายหมื่นคน

ร้อนถึงธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ต้องออกมาชี้แจงด่วนว่า ได้รับทราบปัญหาและได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้า และบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่แอปฯ ดูดเงินตามที่ปรากฏเป็นข่าว โดยธนาคารเจ้าของบัตร ได้ดำเนินการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ และติดต่อลูกค้า รวมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบร้านค้าที่มีธุรกรรมที่ผิดปกติเหล่านี้

ล่าสุด พันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีขณะนี้ มีประชาชนหลายพื้นที่ ทยอยเข้าแจ้งความทั้งกับสถานีตำรวจพื้นที่ และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ สอท. ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมีการประสานธนาคาร เพื่อเยียวยาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น

ด้าน พลตำรวจโทกรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ให้ข้อมูลว่า มีผู้เสียหายแล้ว 3-4 หมื่นราย เนื่องจากประชาชนเข้าถึงการใช้จ่ายผ่านบัตรอิเล็คทรอนิคมากขึ้น ทำให้อาชญากรทางไซเบอร์เข้าถึงและนำข้อมูลไปใช้ในทางไม่ชอบได้ง่ายอีกด้วย โดยระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาพบพฤติกรรมการดูดเงินจากบัญชี ที่ตำรวจได้รับเรื่องมีมากขึ้น และอาชญากรรมประเภทนี้ก็รุนแรงมากขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยัง แนะ 5 แนวทางป้องกันคือ

1. หลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือผ่านทางออนไลน์ โดยเฉพาะต้องระวังการหลอกลวงให้กรอกข้อมูลบัตรฯ
2. หลีกเลี่ยงการกด Link ที่ส่งทาง Email, SMS หรือ สื่อสังคมออนไลน์
3. หากต้องการเข้าไปที่เว็บไซต์ใด ขอให้พิมพ์ชื่อเว็บด้วยตัวเองป้องกันเข้าไปสู่เว็บไซต์ปลอม ควรนำแผ่นสติ๊กเกอร์ทึบแสงปิดรหัส 3 ตัวด้านหลังบัตร หรือจดรหัส 3 ตัวไว้ แล้วใช้กระดาษทรายลบตัวเลข เพื่อความปลอดภัย
4. หากตกเป็นเหยื่อแจ้งไปยังธนาคารเพื่ออายัดบัตรและปฏิเสธการชำระเงินทางออนไลน์ ตรวจสอบรายการเดินบัญชี ไปแจ้งความกับตำรวจในพื้นที่ เพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด
5. หากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับมิจฉาชีพ ที่การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดดังกล่าวโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่นายกรัฐมนตรี สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหา กรณีประชาชนถูกหักเงินบัญชีธนาคารผิดปกติ และให้ดูแลคืนเงินให้ผู้เสียหายด้วย