7HDร้อนออนไลน์

"ดร.กนก" จี้ ธปท. ตอบเพิ่มปม "แอปดูดเงิน" แนะเร่งบังคับใช้ กม.

"ดร.กนก" จี้ ธปท. ตอบเพิ่มปม "แอปดูดเงิน" แนะเร่งบังคับใช้ กม.
ความคืบหน้าประเด็นประชาชนนับหมื่นคนต้องสูญเงินจากแอปพลิเคชัน ที่ผูกกับบัญชีธนาคารบัตรเครดิตและบัตรเดบิต

ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คำชี้แจงของธนาคารแห่งประเทศไทย  #ธปท  และสมาคมธนาคาร ที่ระบุว่าเบื้องต้นมิได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลของธนาคาร แต่เป็นรายการที่เกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้า และบริการกับร้านค้าออนไลน์ ที่จดทะเบียนในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่ใช่ #แอปดูดเงิน ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ยังไม่เพียงพอ แต่มี 2 ประเด็นหลักที่ควรต้องให้ความชัดเจนกับสังคมด้วย คือ

1 เหตุใดระบบของธนาคารจึงไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติดังกล่าวได้ ทำไมต้องรอจนเป็นข่าวแล้ว จึงค่อยมีการระงับการใช้บัตรของลูกค้าที่มีรายการผิดปกติ
2 หากระบบตรวจจับความผิดปกติได้ ทำไมไม่มีการแจ้งเตือนไปยังลูกค้า เมื่อพบความผิดปกติ


รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า 2 ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญพื้นฐาน ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมา มีข้อครหาว่ามีการขายข้อมูล หรือนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ โดยที่ประชาชนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นบทสะท้อนว่า ควรต้องเร่งบังคับใช้ #พรบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้ได้โดยเร็ว เพราะกฎหมายนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.62 มีผลบังคับใช้ 27 พ.ค.63 แต่รัฐบาลประกาศเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นวันที่ 27 พ.ค.64 ต่อมาก็ขยายเวลาบังคับใช้ออกไปอีกเป็นวันที่ 1 มิ.ย.65  โดยให้เหตุผลว่าภาคเอกชนยังไม่มีความพร้อม

"มีคำถามว่าแล้วใครคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่ถูกละเมิดตลอดเวลา หากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีผลบังคับใช้ ธนาคารจะมีหน้าที่ในการแจ้งเตือนธุรกรรมผิดปกติกับลูกค้า โดยที่ลูกค้าไม่ต้องไปเสียค่าธรรมเนียมรายปี เหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และยังช่วยเตือนภัยให้ประชาชน รวมถึงสกัดปัญหาได้ทันท่วงที ยิ่งกฎหมายมีผลใช้บังคับช้าเท่าไร ประชาชนก็เสียประโยชน์มากเท่านั้น” ศ.ดร.กนก กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง