เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : เริ่มปรับราคาบุหรี่แล้ว หลังปรับโครงสร้างภาษี

การจัดเก็บภาษีบุหรี่ แบ่งออก 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกจัดเก็บตามปริมาณ อัตราเดิมคือ 1 บาท 20 สตางค์ต่อมวน หรือ 24 บาทต่อซอง ขึ้นเป็น 1 บาท 25 สตางค์ต่อมวน หรือ 25 บาทต่อซอง

ส่วนที่ 2 คือการจัดเก็บตามมูลค่า ซึ่งแบ่งตามราคาขายปลีกที่คิดรวมภาษีในส่วนแรกแล้ว เดิมทีบุหรี่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท เก็บ 20% เกินกว่านั้น เก็บซองละ 40% แต่โครงสร้างใหม่ ราคาไม่เกิน 72 บาท เก็บภาษี 25% เกินกว่านั้น เก็บภาษี 42%

โดยบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ ราคาจะปรับขึ้นจากซองละ 145-150 บาท เป็นซองละ 155-160 บาท ส่วนบุหรี่ที่ซองละ 60 บาท ปรับเป็นซองละ 68-72 บาท และบุหรี่ที่ได้รับความนิยม ราคาซองละ 95 บาท ปรับขึ้นเป็นซองละ 110-115 บาท ล่าสุดผู้ประกอบการบุหรี่ทยอยแจ้งราคาขายปลีกแนะนำใหม่เข้ามาที่กรมสรรพสามิตแล้ว ช่วงสัปดาห์นี้ สิงห์อมควันเตรียมควักเงินเพิ่ม เพราะราคาบุหรี่บางยี่ห้อ จะเริ่มปรับราคาขึ้นแล้ว

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ในครั้งนี้ น่าจะทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่ม 3,500 - 4,500 ล้านบาท รวม 65,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งทั้งหมดนี้ จะนำเข้ารัฐ เพื่อไปจัดสรรให้ส่วนงานต่างๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ กองทุนผู้สูงอายุ ภาษีเพื่อมหาดไทย และจัดสรรให้โทรทัศน์สาธารณะ (Thai PBS) เป้าหมายหลัก ของการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ไม่ใช่เรื่องของรายได้ แต่ต้องการให้คนไทย สูบบุหรี่ลดลง 2-3% ซึ่งจากนี้ การยาสูบแห่งประเทศไทย จะออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบให้ปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ อมร ลีลารัศมี นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มองว่า การที่รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษี เพื่อหวังให้ซื้อขายยากขึ้น ลดปริมาณการสูบบุหรี่ของประชาชนโดยรวมนั้น อาจไม่เป็นผล เพราะเชื่อว่าผู้ที่สูบบุหรี่ น่าจะพยายามดิ้นรนเพื่อหาซื้อบุหรี่มาสูบให้ได้ ดังนั้น หากบุหรี่ขึ้นราคา น่าจะเป็นเพียงภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นเท่านั้นเอง ซึ่งจะทำให้ไปเบียดเบียนรายได้หลัก โดยครัวเรือนที่มีรายได้น้อย หรือหารายได้ไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย ผู้ที่สูบบุหรี่ก็อาจจะเปลี่ยนไปสูบยาเส้น ที่มีราคาถูกกว่าแทน หรือร้ายแรงกว่านั้น อาจไปหาทำสูบเองหรือไปหาซื้อบุหรี่เถื่อนหนีภาษี

อีกประเด็นท้าทาย คือกรณี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส ระบุว่า เตรียมศึกษาให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถนำเข้าและจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมายในไทย ซึ่งก็ได้รับเสียงคัดค้านจากรอบทิศ โดยแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับคณะแพทย์จากราชวิทยาลัย 14 แห่ง เครือข่ายวิชาชีพแพทย์ เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ และสมาพันธ์เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพออกแถลงการณ์คัดค้านโดยระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้า เป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการตลาด ที่นำเอาสารสกัด นิโคติน จากใบยาสูบมาทำละลายในน้ำและเติมกลิ่นจากสารสกัดดอกไม้และผลไม้ ทำให้มีกลิ่นหอมเพิ่มความนิยม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เช่น อาการอักเสบและตีบตันของหลอดเลือด และอื่นๆ

ขณะเดียวกัน การสูบต้องผ่านกระบวนการเผาไหม้น้ำยา โดยใช้ขดลวดทำความร้อน จึงส่งผลให้มีสารก่อมะเร็งหลายชนิด ซึ่งบริษัทผลิตบุหรี่ไฟฟ้าหลายรายให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ประชาสัมพันธ์แต่ด้านดีว่าจะช่วยลดการสูบบุหรี่มวนได้ แต่หากปล่อยให้มีการจำหน่ายแบบเสรี ก็อาจส่งผลให้มีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้น เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ติดบุหรี่กันเร็วขึ้น แถมเลิกยาก เพราะสูบง่ายมีกลิ่นหอม ทำให้สูบบ่อยขึ้นจนถึงขั้นเสพติด