เจาะประเด็นข่าว 7HD

ตีตรงจุด : แนะปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแก้น้ำมันแพง

ข้อเรียกร้องของสหพันธ์การขนส่งแห่งประเทศไทย เมื่อวานนี้ หากนำมาวางทาบกับโครงสร้างราคาน้ำมันในไทย จะเข้าใจว่า สิ่งที่ขอมาบางข้อ นักวิชาการด้านน้ำมัน ต่างเห็นด้วย เพราะราคาน้ำมันไทยที่แพงกว่าประเทศอื่นอยู่นี้ มาจากสูตรการคิดที่บิดเบี้ยว เราไปลองผ่าโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่ใช้กันอยู่ และ วิธีแก้ไขไหนจะได้ผลชะงัดตรวจสอบไปพร้อม ๆ กัน


โดยเมื่อกางข้อเรียกร้อง ที่มีทั้งให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 25 บาท และลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย, การขอให้ใช้ราคา ณ โรงกลั่น เท่ากับราคาสิงคโปร์, ขอลดค่าการตลาดลงกึ่งหนึ่ง และปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เป็นธรรม เป็นไปได้หรือไม่ ทีมข่าวของเรา ตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันไทย แต่ละลิตรที่ขายกันอยู่นี้ คิดราคากันอย่างไร พบว่า

- ต้นทุนเนื้อน้ำมันมีสัดส่วนเริ่มตั้งแต่ 40 - 60 เปอร์เซ็นต์
- ภาษีทั้งสรรพสามิต เทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเฉลี่ย 30 -40 เปอร์เซ็นต์
- การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีสัดส่วนอยู่ที่ 5 - 20 เปอร์เซ็นต์
- ค่าการตลาด มีสัดส่วนอยู่ที่ 10 -18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุน, ค่าใช้จ่ายด้านบริหารจัดการ และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ

ซึ่งบอกแบบนี้อาจไม่ชัด ลองคิดราคาน้ำมันดีเซล ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ ไปพร้อมๆ กัน

ราคาขายปลีกวันนี้อยู่ที่ 29.29 บาทต่อลิตร แบ่งเป็น ราคา ณ โรงกลั่น 22.0459 บาทต่อลิตร ภาษีสรรพสามิต 5.99 บาทต่อลิตร ภาษีเทศบาล 0.5990 บาทต่อลิตร

ยกเว้นเงินเรียกเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ ขณะนี้รัฐนำเงินตรงนี้มาอุ้มไว้เกือบ 2 บาทต่อลิตร ทำให้ตัวเลขนี้ติดลบอยู่ที่ 1.99 บาทต่อลิตร

ส่วนเงินเรียกเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานอยู่ที่ 0.10 บาทต่อลิตรบวกกับ Vat อีก 1.8721 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ ยังมีค่าการตลาด marketing margin ที่ให้กับผู้ค้าน้ำมันอีก 0.6289 บาทต่อลิตร บวกกับ VAT อีก 0.0440 บาทต่อลิตร จึงทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลถึงผู้บริโภคอยู่ที่ 29.29 บาทต่อลิตร เฉพาะแค่ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และ VAT สองรอบ เป็นเงิน 8.5051 บาทแล้ว

ซึ่งหลักการคิดเช่นนี้ก็ใช้กับการขายปลีกน้ำมันประเภทอื่นๆ ด้วย แต่เมื่อพิจารณามาตรการดูแลราคาน้ำมันระยะสั้นที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ ทั้งลดค่าการตลาดน้ำมันดีเซล B 7 และ B 10 จากเฉลี่ย 1.80 บาทต่อลิตร เหลือ 1.40 บาทต่อลิตร และการลดการจัดเก็บเงินน้ำมันดีเซล B7 เข้ากองทุนน้ำมัน จาก 1 บาทต่อลิตร เหลือ 0.01 บาทต่อลิตร ลดการผสมไบโอดีเซลเหลือเพียง B6 นั้น มาตรการเหล่านี้ นักวิชาการเห็นว่าอาจเป็นการเกาไม่ถูกที่คันอีกทั้งจะกระทบต่อสถานะการเงินของกองทุนน้ำมันด้วย

ขณะที่ข้อเสนอของสหพันธ์การขนส่งฯ โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิต การคิด Vat ซ้ำซ้อน และขอให้ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เป็นธรรม นักวิชาการ เห็นพ้องว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ำมันราคาผิดรูปผิดร่างได้จึงต้องวัดใจรัฐบาลจะเลือกอุ้มผู้ใช้หรือผู้ผลิตน้ำมัน

เรื่องราคาน้ำมันแพงคงยังไม่จบง่ายๆ เพราะเป็นต้นทุนการผลิต หากรัฐบาลยังตีโจทย์ไม่ตรงจุด แรงกดดันจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคขนส่ง คงไม่ยุติลงง่ายๆ