ข่าวในพระราชสำนัก

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

เวลา 09.01 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดเขาสุกิม อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินสภากาชาดไทย ประจำปี 2564 ซึ่งสภากาชาดไทยและผู้มีจิตศรัทธาร่วมโดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุนจัดสร้างบูรพาฐิตวิริยาประชาสามัคคี สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ, ศูนย์รวมพระไตรปิฏก หลากหลายภาษา, พิพิธภัณฑ์ อัฐบริขารครูบาอาจารย์ และสรีระของหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย และเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน

วัดเขาสุกิม เดิมเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่ชาวบ้านเรียกว่า "เขาอีกิม" ในปี 2507 พระวิสุทธิญาณเถร หรือ อาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย พระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้ธุดงค์มา ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้จำพรรษา โดยบำเพ็ญธรรมใต้ชะง่อนหิน มีเพียงสมณบริขารที่จำเป็นในการเจริญภาวนาและแสดงธรรมเทศนา ในปี 2509 ชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคและจัดสร้างวัด ใช้ชื่อว่า วัดเขาสุกิม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2516

วัดเขาสุกิม ได้รับคัดเลือกจากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น ในปี 2540 ทั้งยังเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่หนึ่ง มีเสนาสนะสำคัญ อาทิ อุโบสถ วิหาร อาคารพยาบาลสงฆ์ ศาลาปฏิบัติธรรม หอกลอง-หอระฆัง ห้องสมุด และอาคาร 60 ปี เฉลิมพระเกียรติ (อยู่วิทยาอนุสรณ์) สูง 4 ชั้น เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณ

ปัจจุบันมี พระครูกันตรัตนาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาส และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอท่าใหม่ มีพระสงฆ์จำนวน 25 รูป และสามเณร 1 รูป

เวลา 11.16 น. เสด็จพระราชดำเนินไปศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่ ทรงฟังบรรยายสรุปแนวทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ ที่สนองพระราชดำริแบบบูรณาการการมีส่วนร่วมของศูนย์ฯ ชุมชนในพื้นที่ และภาคเอกชน ด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาด้านการเกษตร ประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทรัพยากรป่าไม้ตามแนวเขา โดยปลูกป่าทดแทน 11,370 ไร่ สามารถฟื้นฟูป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุดในจังหวัดจันทบุรี 1,300 ไร่ รวมทั้งฟื้นฟูหญ้าทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 1,245 ไร่ ส่งผลให้พะยูนสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ที่เคยหายไปจากอ่าวคุ้งกระเบนฯ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ได้หวนคืนถิ่นอีกครั้ง นอกจากนี้ ทรัพยากรปูม้ากลับมาสมบูรณ์ดังเดิม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้งทะเล ที่สำคัญยังมีการพัฒนาการเกษตร ปรับปรุงคุณภาพดิน และการท่องเที่ยวเชิงพัฒนา

จากนั้น ประทับรถรางพระที่นั่งไปทอดพระเนตรการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์ของศูนย์ฯ อาทิ การเพิ่มมูลค่าและการใช้ประโยชน์จากดินเลนนากุ้ง โดยนำดินเลนพื้นบ่อหลังจับกุ้งไปหมักรวมกับเศษวัสดุการเกษตร ประมาณ 3-4 เดือน จะได้ "ปุ๋ยหมักดินเลนนากุ้ง" ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ได้ทดลองปลูกพืชผักสวนครัว และไม้ผล เช่น การปลูกเมล่อนในโรงเรือน 200 ต้น โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ ทำให้ได้ผลผลิตดี ได้ผลผลิตเฉลี่ย 180 ลูก คิดเป็นเงิน 30,600 บาท ใช้ต้นทุนเพียง 5,642 บาท ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกผักสวนครัว เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 จำนวน 400 ชุด ประกอบด้วย ตะกร้า, ปุ๋ยหมักดินเลนนากุ้ง เมล็ดพันธุ์ผักและต้นกล้า รวม 15 ชนิด

ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นในถังไฟเบอร์กลาส และการขยายผลสู่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำแดง อำเภอขลุง โดยทางศูนย์ฯ ได้ขยายผลการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น เพื่อเป็นต้นแบบการเลี้ยงและส่งเสริมเป็นอาชีพแก่นักเรียนและเกษตรกร พบว่าการเลี้ยงในถังไฟเบอร์กลาส มีข้อดีคือ ใช้พื้นที่น้อย สาหร่ายมีคุณภาพดี สะอาด ไม่มีกลิ่นคาว แต่จะโตช้ากว่าการเลี้ยงในบ่อดิน ได้ผลผลิตแผงละ 7-8 กิโลกรัม ขณะที่ในบ่อดินได้ผลผลิต 10-12 กิโลกรัม ใช้เวลา 2 เดือน ปัจจุบันสามารถเก็บสาหร่ายพวงองุ่นได้ทุกวัน เพื่อนำไปประกอบอาหารกลางวัน และจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นจุดสาธิตการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นให้แก่ผู้มาเยี่ยมชมโรงเรียน ในปี 2564 ยังแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

จากนั้น ทอดพระเนตรการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในบ่อ PE ขนาดเล็ก ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลที่ประสบปัญหาในการเลี้ยงแบบเดิม ทำให้ขาดทุน เปลี่ยนมาเลี้ยงในบ่อผ้าพลาสติก PE พื้นที่ 152 ตารางเมตร ระดับน้ำเฉลี่ย 1.3-1.5 เมตร ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ โดยจะให้อาหารน้อยแต่บ่อยครั้ง รวมทั้งต้องเสริมจุลินทรีย์ 3 ชนิด ช่วยลดเวลาการเลี้ยง ที่สำคัญได้ผลผลิตดี ที่ผ่านมามีเกษตรกรตัวอย่างที่นำไปใช้และประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้ 30,000-66,000 บาท นับเป็นต้นแบบให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก

จากนั้น ทอดพระเนตรการเพาะเห็ดเศรษฐกิจชุมชน และโครงการอาหารกลางวันโรงเรียน ซึ่งได้อบรมการเพาะเห็ดเศรษฐกิจให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในจังหวัดจันทบุรี และตราด 8 แห่ง และโรงเรียนรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ 17 แห่ง ทำให้สามารถผลิตเห็ดเป็นอาหารกลางวันได้ 66-125 กิโลกรัมต่อก้อนเชื้อเห็ด 500 ก้อน เพียงพอต่อความต้องการ และยังนำไปจำหน่ายในชุมชนเพิ่มรายได้ระหว่างเรียน, ส่งเสริมการเพาะเห็ดเศรษฐกิจสู่ชุมชนแบบครบวงจร เป็นอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งใช้พื้นที่และเงินลงทุนน้อย เก็บผลผลิตได้เร็ว ส่งผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน อาทิ กลุ่มเพาะเห็ดบ้านคุ้งกระเบน ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี มีสมาชิก 6 คน เดิมประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ในช่วงปี 2559 เกิดการระบาดโรคตายด่วนทำให้ขาดทุน เกิดหนี้สินเฉลี่ยครอบครัวละ 450,000-800,000 บาท หลังเข้ารวมกลุ่มเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ผลิตเห็ดภูฏาน เห็ดนางรมดำ และเห็ดขอน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 218,667 บาทต่อครอบครัว ปัจจุบันสมาชิกสามารถปลดหนี้ได้หมด
   
แปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติแบบมีชีวิต เป็นแปลงเรียนรู้แก่เกษตรกรและประชาชน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตน ให้ดำเนินชีวิตอยู่อย่างพอเพียงเน้นการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด มีพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน 200 ตารางวา แบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย ร้อยละ 30 ขุดสระน้ำ ปลูกผักและไม้น้ำรอบสระ และเลี้ยงปลา, ร้อยละ 30 ทำนาข้าว ปลูกข้าวหอมพันธุ์ "แม่พญาทองดำ" ข้าวพื้นถิ่นของจังหวัดจันทบุรี, ร้อยละ 30 ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล พืชไร่ และร้อยละ 10 ที่อยู่อาศัย ประกอบด้วย บ้านพัก พืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ และเพาะเห็ด

การปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งในพื้นที่ดำเนินการและพื้นที่ขยายผลของศูนย์ศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ประสบปัญหาดินขาดคุณภาพ กรมพัฒนาที่ดิน จึงได้ดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ที่ดินทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน อาทิ พื้นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ด้วยการขุดยกร่องเพื่อปลูกพืชผสมผสาน ช่วยให้ดินมีการระบายน้ำที่ดีขึ้น และสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง, พื้นที่ดินเปรี้ยวจัด เป็นกรดจัด ปรับปรุงดินโดยการโรยปูนมาร์ล และปูนโดโลไมท์, ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ใช้ปุ๋ยพืชสด น้ำหมักชีวภาพ สารสกัดสมุนไพร และปุ๋ยอินทรีย์, ส่วนการชะล้างพังทลายของดิน ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกพืชได้ตามความต้องการ และลดต้นทุนการผลิต ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

โอกาสนี้ ทรงเปิดอาคารจำหน่ายผลิตภัณฑ์ "สิริพัฒนภัณฑ์" ซึ่งมีความหมายว่า อาคารที่เป็นแหล่งผลิตภัณฑ์อันเจริญและเป็นมงคล และพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย "ส.ธ." ประดับที่ป้ายชื่ออาคาร สร้างเสร็จเมื่อปี 2562 พร้อมกันนี้ ทรงเยี่ยมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผลผลิตจากกลุ่มแม่บ้านและเกษตรกร กับทรงเยี่ยมกลุ่มแม่บ้าน เกษตรกรตัวอย่าง และผู้แทนศูนย์เรียนรู้ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรในโครงการฯ 6 กลุ่ม อาทิ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรอ่าวคุ้งกระเบน, กลุ่มผู้เลี้ยงชันโรง ตำบลกระแจะ, กลุ่มหอยนางรมครบวงจร ที่สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมงและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จําหน่ายในชุมชน และร้านสิริพัฒนภัณฑ์ พร้อมทั้งส่งสินค้าไปจําหน่ายที่ร้านภัทรพัฒน์ของมูลนิธิชัยพัฒนา

จากนั้น ทอดพระเนตรการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ป่าชายเลน และป่าชุมชน ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาที่ดินชายฝั่งทะเล เพื่อให้ประชาชนมีความรู้และเห็นความสำคัญของการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและสำคัญของโครงการฯ คือ ป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน และป่าไม้บนภูเขาโดยรอบศูนย์ฯ ที่ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล โดยพื้นที่ป่าชายเลนมีพื้นที่ประมาณ 1,100 ไร่ และพื้นที่ป่าบก ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน มีพื้นที่ประมาณ 11,000 ไร่

ในอดีตพื้นที่ป่าไม้ถูกบุกรุกทำลาย ศูนย์ฯ ได้แบ่งเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบอ่าวคุ้งกระเบน อย่างชัดเจน ดำเนินการปลูกฟื้นฟูสภาพป่า โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ส่งผลให้ป่าชายเลนกลับมามีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งศูนย์ฯ ได้ขยายผลถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนที่สนใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นของตน เช่น กลุ่มอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลนตำบลช้างข้าม อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี บริเวณแหลมแม่นกแก้ว มีพื้นที่ป่าชายเลนลดลง ส่งผลให้เกิดปัญหาการกัดเซาะของคลื่นลมทะเล ได้ดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์ป่าชายเลน จากการดำเนินงานของกลุ่มฯ ทำให้ป่าชายเลนที่เคยเสื่อมโทรมกลับฟื้นคืนสภาพได้บางส่วน ช่วยป้องกันความรุนแรงของคลื่นลมทะเล และลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

ส่วนโครงการพลังชุมชนและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับโรงไฟฟ้าบางปะกง ในการแก้ไขพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลนที่มีสภาพเสื่อมโทรม โดยดำเนินการนำร่องในพื้นที่ป่าชายเลนของโรงเรียนพระพิมลเสนี (พร้อม หงสกุล) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเสียจากกิจการเลี้ยงกุ้งรอบพื้นที่ชุมชน โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักธรรมชาติบำบัด ปัจจุบันป่าชายเลนกลับคืนสภาพดังเดิม

ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ประชาชนจากทั่วประเทศ และชาวต่างชาติ สนใจเข้ามาศึกษาดูงานและเที่ยวชมธรรมชาติที่สมบูรณ์ของเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน และเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาบ่อเตย-ลานหินสีชมพู ได้รับความนิยมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นอันดับต้น ๆ ของจังหวัดจันทบุรี ทำให้เกิดรายได้แก่ราษฎรโดยรอบพื้นที่ศูนย์ฯ

การส่งเสริมการเลี้ยงกวางรูซ่า และขยายผลสู่เกษตรกร งานปศุสัตว์ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ รับกวางรูซ่าจากศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จังหวัดราชบุรี 6 ตัว เป็นเพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 5 ตัว ได้ทดลองศึกษาการเลี้ยงกวางรูซ่า สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เลี้ยงง่าย และทนทานต่อโรค งานปศุสัตว์นำวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรกรรมใช้เป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนอาหาร สร้างรายได้จากการจำหน่ายเขากวางอ่อนแบบสด และทำเป็นผลิตภัณฑ์ การเลี้ยงกวางรูซ่าใช้พื้นที่น้อย สามารถเลี้ยงในสวนผลไม้ โดยได้ขยายผลให้กับงานปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และส่งเสริมให้เกษตรกรในสวนผลไม้ และพื้นที่ประสบปัญหาจากช้างป่าในจังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่ปี 2559-2564 จำนวน 5 กลุ่ม สมาชิก 27 คน สนับสนุนกวางรูซ่า 34 ตัว สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายลูกกวาง เขากวางอ่อน ผลิตภัณฑ์เขากวาง และปุ๋ยมูลกวางรูซ่า จำนวน 378,960 บาท และลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อปุ๋ยมูลสัตว์ จำนวน 11,000 บาท

รถรางพระที่นั่งถึงยังศาลาบริเวณชายทะเล ผู้แทนกรมชลประทาน กราบบังคมทูลรายงานการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ ประตูระบายน้ำคลองวังโตนด อยู่ระหว่างขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงาน กปร. เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตรภายในศูนย์ฯ, ส่วนนักวิชาการประมง กราบบังคมทูลรายงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการฟื้นฟูทรัพยากรหอยชักตีน สัตว์น้ำประจำท้องถิ่นอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์ ควบคู่กับการอนุรักษ์ไม่ให้สูญพันธุ์ ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ได้ผลิตและปล่อยลูกหอยชักตีนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ร่วมกับเกษตรกร และพบว่าชาวประมงพื้นบ้านหาหอยชักตีนที่มีขนาดใหญ่ สด สะอาด ไปจำหน่ายที่ตลาดและร้านอาหารได้ แต่ยังมีจำนวนไม่มากนัก จึงต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังจัดทำธนาคารปู นอกเหนือจากที่ชาวประมงหันมาทำประมงที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือที่ถูกต้องตามกฎหมาย จับปูขนาดใหญ่ และปล่อยปูที่มีไข่แก่นอกกระดองคืนสู่ธรรมชาติ จากการดำเนินงานธนาคารปูม้า ตั้งแต่ปี 2540 ได้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นระบบเพาะฟักปูไข่ปู เพื่อปล่อยสู่ธรรมชาติ ทำให้ปริมาณปูม้าเพิ่มขึ้น และจัดตั้งธนาคารปูม้ากระจายไปตามชุมชนประมงชายฝั่ง สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน ช่วยเพิ่มทรัพยากรปูม้าในเขตน้ำเค็ม ทั้งยังขยายสู่การทำธนาคารปูทะเลในเขตน้ำกร่อย และขยายแนวความคิดสู่ธนาคารสัตว์น้ำต่าง ๆ ตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องถิ่น ควบคู่กับการทำประมงแบบยั่งยืน

ในการนี้ ทรงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ได้แก่ กุ้งกุลาดํา, ปูม้า, หอยชักตีน, ปลานวลจันทร์ทะเล และเต่าทะเล บริเวณหาดแหลมเสด็จ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปสู่การปฏิบัติมาตลอดระยะเวลา 40 ปี ก่อให้เกิดผลสำเร็จของการพัฒนาด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการพัฒนาอาชีพ นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวโครงการพระราชดำริในรูปแบบ "การท่องเที่ยวเชิงพัฒนา"

โอกาสนี้ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง