ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : ส่งฟ้องคดี ผกก.โจ้ - ยธ.โละบัตร ป.ป.ส. 7,000 ใบ

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ เกาะติดการส่งสำนวนส่งฟ้องผู้กำกับโจ้กับพวก 7 คน ต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ร่วมกันซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต เป็นอุทาหรณ์ผู้ทำคดีเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างไร การตรวจสอบผู้ใช้บัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ควรเป็นอย่างไร ติดตามจากคุณสมจิตต์ นวเครือสุนทร

ไม่กี่วันที่ผ่านมา อัยการสูงสุดเพิ่งมีคำสั่งฟ้อง พันตำรวจเอก ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ กับพวก รวม 7 คน ที่ก่อคดีสะเทือนขวัญ ซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต ใน 4 ข้อหาฉกรรจ์ โทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต

กรณีของ ผู้กำกับโจ้ แม้ไม่ชัดเจนว่ามีการใช้อำนาจในฐานะเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.หรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพึงระวัง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้บัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่เลขาธิการ ป.ป.ส. แต่งตั้ง ซึ่งมีทั้งข้าราชการพลเรือน ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร โดยจะมีอำนาจหลายอย่างที่มากกว่ากำหนดไว้ในคดีอาญาทั่วไป

ปัจจุบันมีผู้ได้บัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. แล้ว 14,754 คน ในแต่ละปีมีการตรวจสอบผู้ใช้บัตร ป.ป.ส. อยู่อย่างต่อเนื่อง หากพบว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมก็จะถูกยกเลิกไป ล่าสุดมีการยกเลิกบัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.กว่า 7,000 คน สาเหตุมาจากมีการร้องเรียนถึงผลการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ ป.ป.ส. ว่าด้วยการแต่งตั้งการปฏิบัติหน้าที่ และการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. รวมถึงจากเหตุเกษียณอายุราชการ เสียชีวิต และไม่ต่ออายุบัตรเจ้าพนักงานเกินกว่า 6 เดือน มีการโยกย้าย พ้นจากตำแหน่ง หรือหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดไปแล้ว

ที่น่าสนใจคือในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 จะมีผลบังคับใช้ มีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป คนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ก็จะถูกคัดกรองอย่างเข้มข้นมากขึ้นด้วย

อำนาจที่มีมากกว่าเจ้าพนักงานปกติในคดีอาญาทั่วไป ในฐานะเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. มาพร้อมกับความรับผิดชอบ ไม่ใช่บัตรไว้สำหรับเบ่ง แต่เป็นบัตรที่ควรใช้เป็นเครื่องเตือนใจเสมอว่า พวกท่านคือข้าราชการที่กินภาษีประชาชน ต้องทำเพื่อประชาชน