ข่าวภาคค่ำ

คอลัมน์หมายเลข 7 : ส่องตำแหน่ง เลขาธิการ สกสค. องค์กรครูในมือการเมือง

ข่าวภาคค่ำ - คอลัมน์หมายเลข 7 วันนี้ ชวนท่านผู้ชมไปติดตามปัญหาในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. กำลังจะต้องมีการประเมินผลงาน เลขาธิการ สกสค. เกิดปัญหาอะไร ทำไมจึงมีการทำเรื่องคัดค้าน ติดตามจากคุณสมจิตต์ นวเครือสุนทร

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการศึกษา หลัง นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานของ นายธนพร สมศรี เลขาธิการ สกสค.ใหม่ หลังชุดเดิมลาออกไปยกชุด และยังมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินใหม่ จนทำให้มีการยื่นหนังสือคัดค้าน ในสองประเด็นหลักคือ กรรมการประเมินผลคนใหม่ เป็นอดีตกรรมการที่เคยสอบ นายธนพร กรณีถูกกล่าวหาว่าทุจริตในการสรรหาผู้อำนวยการ สกสค.สามจังหวัด คือ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และหนองคาย แม้ผลสรุปจะยุติแล้วว่าไม่มีการทุจริต แต่ก็เกรงว่าจะมีอคติในการประเมินผล และประเด็นการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม

ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยัน เกณฑ์การประเมินดังกล่าวเป็นไปตามตัวชี้วัดและแผน ตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ สกสค. โดยได้ขอให้คณะกรรมการประเมินฯ ดำเนินการอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

สำหรับการประเมินผลปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค.คนปัจจุบัน ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 หลัง นายธนพร เข้าบริหารงานมาเป็นเวลากว่า 1 ปี โดยเริ่มมีกระแสข่าวหนาหูว่า นายธนพรจะถูกยกเลิกสัญญา เมื่ออำนาจในกระทรวงเปลี่ยนมือ จาก นายณัฐพล ทีปสุวรรณ มาเป็น นางสาวตรีนุช ทำให้ถูกมองว่า สกสค. กำลังถูกการเมืองเข้าแทรกแซงหรือไม่ ต้องการเปลี่ยนตัวเลขาฯเพื่อผลักดันคนของตัวเองเข้าไปแทนที่หรือเปล่า

ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ นายธนพร เตรียมใช้สิทธิทางกฎหมาย หากข้อคัดค้านไม่ได้รับการตอบสนอง และอยากให้ตัวเองเป็นคนสุดท้ายที่ถูกการเมืองแทรกแซง

สำหรับ สกสค. มีหน้าที่เกี่ยวพันไปถึงเงินสวัสดิการครูและหนี้สิน ในโครงการเงิน ชพค. ที่มีการกู้ยืมจากธนาคารออมสินกว่า 5 แสนล้านบาท และยังมีผลประโยชน์จากการซื้อประกันชีวิตในการกู้ยืมเงินอีกเกือบ 400,000 คน ที่ผ่านมาเคยมีผู้บริหารฉ้อโกง จนถูกไล่ออก และยึดทรัพย์มาแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่แฝงอยู่ในองค์กรนี้ จนถูกมองว่าเป็นขุมทรัพย์ที่การเมืองอยากเข้าไปมีเอี่ยว รับส่วนแบ่งเงินทอน ทั้ง ๆ ที่ความจริง การบริหารขุมทรัพย์นี้ ต้องจบที่ความสุขของครู และบุคลากรทางการศึกษา