ข่าวในพระราชสำนัก

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำข้าราชการ และนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ไปทัศนศึกษาสถานที่สำคัญในจังหวัดราชบุรี

เวลา 08.40 น. วันนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงนำข้าราชการ และนักเรียนนายร้อย ชั้นปีที่ 4 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วิชาเลือกเสรี "วิชาหัวข้อพิเศษทางประวัติศาสตร์ : ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย และวิชาประวัติศาสตร์ไทย ภาคภาษาอังกฤษ" ภาคการศึกษาที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2564 ไปทัศนศึกษาสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและแปรรูปน้ำนมเป็นผลิตภัณฑ์นมของประเทศ โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งโรงงานนมผงชื่อ "บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด" ในปี 2515 เพื่อแก้ปัญหาไม่มีที่ขายน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์

ตลอดระยะเวลา 50 ปี ได้ดำเนินกิจการตามแนวพระราชประสงค์โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการเป็นที่พึ่งของสมาชิก ปัจจุบัน มีสมาชิก 4,400 ครอบครัว เลี้ยงโคนมกว่า 40,000 ตัว สามารถช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก มีการนำนวัตกรรมการแปรรูปมาใช้ในการแปลงนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เช่น นมพาสเจอร์ไรส์, นม ยู.เอช.ที., นมผง, เนย และโยเกิร์ต ทั้งยังมีนโยบายขยายการตลาดในส่วนของผลิตภัณฑ์พาสเจอร์ไรส์ ไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ

เวลา 10.12 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ทอดพระเนตรนิทรรศการที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และพัฒนาการต่าง ๆ ของจังหวัด โดยตั้งขึ้นเมื่อปี 2529 ตามโครงการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติประจำเมืองของกรมศิลปากร เพื่อเป็นสถานที่ศึกษา อนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง ประกอบด้วย อาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร เดิมเป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรี สร้างขึ้นในปี 2465 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตก ซึ่งกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนอาคารเป็นโบราณสถานของชาติแล้ว ภายในเน้นการจัดแสดงเรื่องราวของท้องถิ่น ทั้งทางด้านธรณีวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมพื้นบ้าน ชาติพันธุ์วิทยา แหล่งท่องเที่ยว และบุคคลสำคัญของจังหวัด อาทิ แหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติ ลักษณะภูมิประเทศ ซากดึกดำบรรพ์ หินแร่ อัญมณี ประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่พบในจังหวัดราชบุรี เรียงตามยุคสมัย ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ราชบุรีในวัฒนธรรมทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-15 โดยเฉพาะเมืองโบราณคูบัว และเทือกเขางู, หลักฐานของวัฒนธรรมเขมร สมัยลพบุรี ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 มีโบราณวัตถุสำคัญ ได้แก่ "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี" พบที่จอมปราสาทเมืองโบราณโกสินารายณ์ เป็น 1 ใน 5 องค์ที่พบในไทย ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยที่มีชื่อเมืองราชบุรี ปรากฏหลักฐานว่าเป็นเมืองท่า เมืองหน้าด่าน และเส้นทางการเดินทัพสมัยอยุธยา, ราชบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี ที่มีความหลากหลาย เช่น ชาวไทยลาวโซ่ง ไทยมอญ และไทยยวน, การจัดแสดงมรดกดีเด่นทางวัฒนธรรม ทั้งสถานที่ ประเพณี และธรรมชาติ และห้องราชบุรี ราชสดุดี จัดแสดงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อจังหวัดราชบุรี

อีกอาคาร เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมพิเศษ เดิมเป็นจวนที่พักของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การทัศนศึกษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี จะช่วยให้นักเรียนนายร้อยได้เพิ่มพูนความรู้ และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัด รวมถึงมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ที่สอดคล้องกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในสถานที่จริง

เวลา 12.25 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังค่ายภาณุรังษี กรมการทหารช่าง อำเภอเมือง ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวราชบุรี มีพิธีฝังหลักเมืองเมื่อปี 2360 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ต่อมามีการจัดระเบียบหัวเมืองขึ้นใหม่ จึงย้ายเมืองราชบุรีกลับไปตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง แต่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ในปี 2448 บริเวณกำแพงเมืองเป็นที่ตั้งของกรมทหารบกราบที่ 4 หรือค่ายภาณุรังษีในปัจจุบัน กรมศิลปากร ได้ออกแบบสร้างศาลขึ้นใหม่ และกรมการทหารช่าง ปรับปรุงใหม่ให้สวยงาม มีลักษณะเป็นมณฑปยอดปรางค์ทรงจตุรมุข ยกพื้น 2 ชั้น ภายในประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วย หลักเมือง เจว็ด และพระพิฆเนศ 2 องค์ ซึ่งในเดือนเมษายนของทุกปีจะมีงานสักการะเจ้าพ่อหลักเมือง เปิดให้ประชาชนปิดทองและสรงน้ำในเทศกาลสงกรานต์

จากนั้น ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ทหารช่าง ค่ายภาณุรังษี สร้างขึ้นเมื่อปี 2512 เพื่อรวบรวมประวัติความเป็นมา และความสำคัญของทหารช่างที่มีต่อประเทศชาติให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและภาคภูมิใจ ปัจจุบันได้รับความสนใจจากข้าราชการ และประชาชน โดยเฉพาะหน่วยทหารช่างหลายหน่วยได้มอบวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือช่างที่ชำรุดและจำหน่ายแล้วให้กับพิพิธภัณฑ์ฯ แบ่งการจัดแสดงเป็น 3 ส่วน ภายนอกอาคาร จัดแสดงยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือช่างที่เคยใช้ในสนามยามสงครามตามพันธกิจทหารช่าง และใช้ในการพัฒนาประเทศ อาทิ สว่านเจาะดิน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถโยกตรวจทางรถไฟ รวม 33 รายการ แสดงถึงภารกิจและความเพียรพยายามของทหารช่างในการปฏิบัติงานในอดีตจนสำเร็จลุล่วง

ส่วนอาคารชั้นเดียว จัดแสดงเกียรติประวัติบุคคลสำคัญ และภารกิจสำคัญของเหล่าทหารช่างทั้งในสนามและในยามปกติ อาทิ ห้องเกียรติยศทหารช่าง จัดแสดงภาพและประวัตินายทหารช่างที่สร้างชื่อเสียง, ห้องอดีตเจ้ากรมการทหารช่าง, ห้องทหารช่างในอดีต แสดงการสร้างทางรถไฟซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของทหารช่าง การขุดอุโมงค์ขุนตาน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และเครื่องมือช่างในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2, ห้องทหารช่างช่วยเหลือประชาชน แสดงการให้ความช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยต่าง ๆ และห้องทหารช่างพัฒนาประเทศ จัดนิทรรศการโครงการทหารพันธุ์ดี กรมการทหารช่าง ตลอดจนภารกิจทหารช่างในการก่อสร้างเส้นทางเพื่อความมั่นคง และโครงการสนับสนุนรัฐบาลและช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังมีอาคารไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นในปี 2492 เดิมเป็นอาคารเรือนรับรอง ต่อมาใช้จัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของหน่วยทหารช่างและบทบาททหารช่างในการพัฒนาท้องถิ่น การรักษาสันติภาพในต่างประเทศ

เวลา 13.10 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระวิหารหลวง วัดมหาธาตุวรวิหาร อำเภอเมือง ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งสักการะพระมงคลบุรี และพระศรีนัคร์ พระประธาน 2 องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยปูนปั้น ศิลปะอยุธยาตอนต้นหน้าตักกว้าง 4.25 เมตร องค์หนึ่งหันหน้าสู่ทิศตะวันออก อีกองค์หันหน้าสู่ทิศตะวันตก ความหมายคือ อาราธนาให้ช่วยระวังภัยพิบัติ รักษาเมือง ตามความเชื่อของสมัยอยุธยา

จากนั้น ทรงนำนักเรียนนายร้อยฯ เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของปูชนียสถานสมัยทวารวดี ภายในวัดมหาธาตุวรวิหาร เดิมเรียกว่า วัดหน้าพระธาตุ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองราชบุรีเก่า หรือ เมืองชย ราชบุรี ตามที่ปรากฏในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวปี 1725-1760 สันนิษฐานว่า สร้างตั้งแต่สมัยทวารวดี ต่อมาสร้างศาสนสถานที่เรียกว่า ปราสาทในศิลปะเขมร ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 เพื่อเป็นศูนย์กลางของเมือง ตามคติจักรวาลของเขมร ต่อมาคาดว่าปราสาทที่สร้างหักพังลง จึงสร้างปราสาทใหม่

พระมหาธาตุเมืองราชบุรี สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ขนาดใหญ่เป็นปรางค์ประธาน มีเจดีย์ทรงปรางค์บริวารอีก 3 องค์ องค์พระมหาธาตุ ตั้งบนฐานก่อด้วยศิลาแลง เรือนธาตุก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ฉาบปูนประดับลายปูนปั้น ด้านหน้าพระมหาธาตุหันไปทางทิศตะวันออก อีกสามด้านประดิษฐานพระพุทธรูปยืน ที่หน้าซุ้ม มีภาพปูนปั้นเรื่องพุทธประวัติ ภายในคูหาพระมหาธาตุ มีจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพอดีตพระพุทธเจ้า และพุทธประวัติ ศิลปะอยุธยาตอนต้นที่มีความงดงาม โดยพระปรางค์สูงจากพื้นถึงยอด ประมาณ 34 เมตร โดยรอบมีระเบียงคต สร้างขึ้นพร้อมพระมหาธาตุ ประดิษฐานพระพุทธรูปส่วนใหญ่สลักจากหินทรายสีแดง สันนิษฐานว่าเดิมเคยเป็นส่วนท้ายของวิหารหลวง ส่วนฐานก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่แบบเดียวกับที่ใช้ก่อสร้างองค์พระมหาธาตุ  ปัจจุบันมี พระธรรมปัญญาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาส

เวลา 14.10 น. เสด็จพระราชดำเนินไปบริษัท เถ้าฮงไถ่ จำกัด อำเภอเมือง ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาแห่งแรกของจังหวัดราชบุรี ที่สะท้อนถึงบทบาทของชาวจีนในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในอดีตและปัจจุบัน

โอกาสนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการศิลปกรรมดินเผาประดับรอบพระเมรุมาศ ที่ออกแบบกระถางดินเผาเป็นพิเศษ มี 8 รูป อาทิ กระถางเก้าเหลี่ยมประดับสัญลักษณ์เลข 9 กระถางทรงกลมตามแบบกระถางในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และกระถางหูสิงห์ประดับตราพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร  นอกจากนี้ ยังวาดลวดลายดอกดาวเรือง กระต่าย ลิง และดอกมะลิ ที่แฝงความหมายอันลึกซึ้งที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โรงงานแห่งนึ้ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2476 โดยนายซ่งฮง แซ่เตีย ชาวจีนที่เคยทำงานเครื่องปั้นดินเผา และอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทย ได้พบแหล่งดินในจังหวัดราชบุรี จึงทดลองศึกษาตัวอย่างดินและพบว่าดินดี ขึ้นรูปได้ เมื่อเผาแล้วจะให้สีแดงต่างจากดินในพื้นที่อื่นที่ส่วนใหญ่สีขาว ประกอบกับในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การซื้อขายสินค้าบางอย่างรวมถึงโอ่งไม่สามารถนำเข้าได้ กิจการเครื่องปั้นดินเผาจึงเติบโต จนทำให้ "โอ่งลายมังกร" กลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัด และอยู่ในคำขวัญประจำจังหวัด เมื่อระบบสาธารณูปโภคเจริญก้าวหน้าประชาชนไม่ต้องใช้โอ่ง จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเครื่องดินเผา ให้มีรูปแบบการใช้ที่หลากหลาย เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ภายในบ้าน และพัฒนาเป็นงานศิลปะที่สวยงามและใช้ประโยชน์ได้จริง

เวลา 15.28 น. ทรงนำนักเรียนนายร้อยฯ ไปทัศนศึกษาโบราณสถานเมืองคูบัวบริเวณวัดโขลงสุวรรณคีรี โบราณสถานสมัยทวารวดี หมายเลข 18 ซึ่งกรมศิลปากร สำรวจเมื่อปี 2500 พบว่าเป็นเนินดิน มีขนาดใหญ่ที่สุดในโบราณสถานเมืองคูบัว ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สันนิษฐานว่าเป็นฐานของวิหาร ด้านบนฐานวิหารชั้นล่างสุดก่อด้วยศิลาแลง คล้ายกับที่เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2502

โบราณสถานเมืองคูบัว ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อแดง ปัจจุบันเหลือ 1 องค์ ประดิษฐาน ณ วิหารภายในวัด สภาพทางภูมิศาสตร์เมืองโบราณคูบัว ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลและเป็นที่ราบ เอื้อต่อการพัฒนาให้เป็นชุมชนใหญ่ ในเมืองโบราณคูบัวยังพบโบราณสถานอีกจำนวนมาก ที่บ่งบอกถึงความเป็นศูนย์กลางทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงเป็นเมืองท่า

จากนั้น ทอดพระเนตรวิถีชีวิตของชาวไท-ยวน ณ ตลาดไท-ยวน ซึ่งบ้านคูบัว เป็นชุมชนชาวไท-ยวน ที่อพยพมาจากเมืองเชียงแสนมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านคูบัวราว 200 ปี และยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ภาษาพูด และการแต่งกาย โดยเฉพาะภูมิปัญญา งานหัตถกรรมต่าง ๆ อาทิ การทำขลุ่ยพื้นบ้าน, ผ้าซิ่นตีนจก ที่มีลวดลายสวยงาม แสดงถึงอัตลักษณ์ของชาวไท-ยวน ที่สืบสานจากรุ่นสู่รุ่น

โอกาสนี้ ทอดพระเนตรการแสดงชุด "ไท-ยวนย้ายแผ่นดิน" เป็นการฟ้อนบอกเล่าที่มาของการตั้งถิ่นฐานที่ได้รับอิทธิพลจากบรรพบุรุษ กาดไท-ยวน จัดขึ้นทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เพื่อเผยแพร่เอกลักษณ์ของชาวไท-ยวน และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของชุมชน และยังมีศิลปะการแสดงของชาวไท-ยวนด้วย

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง